อย่าตื่นตระหนก! รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบล ยังให้บริการได้ตามปกติ

ประเด็นน่าสนใจ

  • กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ให้บริการได้ตามปกติ
  • มีแผนให้บริการนอกโรงพยาบาล รับผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้มานอนที่โรงพยาบาล
  • เตรียมเส้นทางรับผู้ป่วยส่งต่อจากโรงพยาบาลอำนาจเจริญและยโสธรกรณีน้ำท่วม

นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 10 ให้สัมภาษณ์ว่า ได้รายงานการดูแลประชาชนและผู้ป่วยกรณีน้ำท่วมให้ผู้บริหารรับทราบมาโดยตลอด ซึ่งผู้บริหารยินดีให้การสนับสนุนในทุกเรื่อง

โดยขณะนี้สถานบริการสาธารณสุขทุกแห่งในพื้นที่น้ำท่วมมีความพร้อมให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง ได้เตรียมยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์การแพทย์สำหรับจัดบริการนอกสถานที่ในกรณีน้ำท่วมสถานพยาบาล เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนให้สามารถเดินทางมารับบริการได้ รวมทั้งมีแผนดำเนินการ เส้นทาง และประสานโรงพยาบาลใกล้เคียงในการย้ายผู้ป่วย

สำหรับสถานการณ์โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ยังคงให้บริการได้ตามปกติ เนื่องจากอยู่บนพื้นที่สูง สถานการณ์น้ำคาดว่าจะใกล้เคียงปี 2545 ซึ่งก็ไม่ท่วมโรงพยาบาล แต่เพื่อเป็นการไม่ประมาท ทางโรงพยาบาลจึงวางแผนการป้องกันไว้ก่อน

โดยขนย้ายเวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ไว้ที่สูง สำรองยา เตรียมพื้นที่ชั้น 2 ไว้หากต้องย้ายจุดให้บริการผู้ป่วย พร้อมทั้งเตรียมน้ำ อาหารเพิ่มไว้ 2 เท่า เตรียมพื้นที่จัดจุดบริการผู้ป่วยนอกเชิงรุกที่สถานีบริการน้ำมันในพื้นที่สูงกรณีเส้นทางเข้าโรงพยาบาลน้ำท่วม รับตัวผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้มานอนที่โรงพยาบาล

รวมทั้งโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดอุบลราชธานีมีระบบเครือข่ายส่งต่อเป็นโซน อาทิ โรงพยาบาล 50 พรรษาฯ เตรียมรับผู้ป่วยที่ส่งต่อจากโรงพยาบาลเขมราช และโรงพยาบาลตระการพืชผล และโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ได้เตรียมเส้นทางรับส่งต่อผู้ป่วยกรณีน้ำท่วมโรงพยาบาลอำนาจเจริญและยโสธร

ด้านนายแพทย์มนต์ชัย วิวัฒนาสิทธิพงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ กล่าวว่า โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ สามารถให้การดูแลรักษาผู้ป่วยได้ทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน

ส่วนข่าวสังคมออนไลน์ที่ขอรับบริจาคโลหิตนั้น ขณะนี้โรงพยาบาลยังมีโลหิตประมาณ 800 ยูนิต เพียงพอหมุนเวียนให้บริการได้ แต่เนื่องจากไม่สามารถออกไปรับบริจาคนอกสถานที่ได้ จึงขอเชิญชวนประชาชนมาบริจาคโลหิตที่โรงพยาบาล เพื่อสำรองไว้ให้ได้วันละ 900 – 1,000 ยูนิต

เฟซบุ๊ก จัดแคมเปญร่วมสร้างสังคมปลอดภัย บรรเทาวิกฤตฆ่าตัวตาย

ประเด็นน่าสนใจ

  • Facebook ปล่อยแคมเปญ ‘The Story of Anonymous Samaritans’
  • เป็นการร่วมสร้างสังคมปลอดภัย ช่วยเหลือเกื้อกูล บรรเทาวิกฤตฆ่าตัวตาย

เนื่องในวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลกในทุกวันที่​ 10​ กันยายน​ ของทุกปี​ Facebook ประเทศไทยร่วมกับพันธมิตรด้านความปลอดภัย​ มีคุณตระการ เชนศรี นายกสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย​ คุณสาธิต จันทร์ทวีวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายครีเอทีฟ เชอิล ประเทศไทย​ และคุณสโนว์ ไวท์ สเมลเซอร์ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายความปลอดภัยประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Facebook​ เปิดตัวแคมเปญออนไลน์เพื่อสังคม​ ‘The Story of Anonymous Samaritans​ เรื่องเล่าจากคนดีที่โลกไม่มีวันรู้จัก’

เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกร่วมสร้างสังคมปลอดภัย​ และการตระหนักรู้ปัญหาการฆ่าตัวตายและส่งเสริมความช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งบนโลกออนไลน์และออฟไลน์​ ณ สำนักงาน Facebook ประเทศไทย เกษร ทาวเวอร์ ชั้น 27 ถนนราชดำริ​

ทั้งนี้​ Facebook​ ได้ยกระดับนโยบายเพิ่มทรัพยากรร่วมเสริมการป้องกันการฆ่าตัวตายและการทำร้ายตัวเอง ‘The Story of Anonymous Samaritans เรื่องเล่าจากคนดีที่โลกไม่มีวันรู้จัก’ เป็นแคมเปญรูปแบบวิดีโอสั้นพร้อมภาพวาดประกอบแบบเคลื่อนไหวฝีมือของนักวาดภาพประกอบไทย จั๊ก ปรีดิ์ จินดาโรจน์ บอกเล่า 10 เรื่องราวของอาสาสมัครจากสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย

ซึ่งเป็นหน่วยงานไม่แสวงหาผลกำไรที่ให้บริการ hotline เป็นเพื่อนพูดคุยทางโทรศัพท์กับผู้ที่มีความทุกข์หรือความคิดฆ่าตัวตาย แคมเปญเล่าเรื่องประสบการณ์ภารกิจในการช่วยชีวิตผู้คนผ่านคลิปเสียงของอาสาสมัคร 10 คนจากสะมาริตันส์ โดยอาสาสมัครเหล่านี้มีประสบการณ์ทำงานมามากกว่า 30 ปี และเป็นการทำงานโดยไม่เปิดเผยตัวตนตามนโยบายของสมาคมฯ และเป็นการทำงานแบบจิตอาสาโดยไม่มีค่าตอบแทนใดๆ

คุณสโนว์ ไวท์ สเมลเซอร์ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายความปลอดภัยประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Facebook กล่าวว่า “ในฐานะที่เราเป็นชุมชนออนไลน์ที่เชื่อมต่อผู้คนทั่วโลก การรักษาความปลอดภัยของผู้คนบนแพลตฟอร์มของเรามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และเป็นสิ่งที่เรายังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง การทำงานร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่นและผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในแต่ละประเทศ

อย่างเช่นสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทยถือเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยสร้างชุมชนที่ปลอดภัยและมีความช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งในโลกออนไลน์หรือแพลทฟอร์มบน Facebook และในชีวิตจริง Facebook มีความยินดีและภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับสะมาริตันส์และพันธมิตรในการสร้างประสบการณ์เชิงบวกที่ปลอดภัยบนแพลทฟอร์มและยังเป็นการสร้างการรับรู้ในวงการเกี่ยวกับเครื่องมือการป้องกันการฆ่าตัวตายที่มีอยู่ในปัจจุบัน”

คุณตระการ เชนศรี นายกสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงบทบาทของเทคโนโลยีและโซเชียบมีเดียว่าปัจจุบันพฤติกรรมของผู้คนในการสื่อสารได้เปลี่ยนไปมาก สมาคมฯ ได้มีการเพิ่มช่องทางการสื่อสารผ่านทาง Facebook Page โดยเพจได้ทำหน้าที่ในการแบ่งปันข้อมูลและให้ความรู้กับผู้คนในการรับมือกับประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อน อีกทั้งอาสาสมัครยังได้รับการติดต่อจากผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือผ่านทาง Facebook Messenger เพิ่มมากขึ้น

“ในปี 2561 ที่ผ่านมา เราได้รับข้อความกว่า 3,000 ข้อความจากคนที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ถึงเท่าตัว และในหกเดือนแรกของปี 2562 นี้ เราก็ได้รับข้อความมากกว่า 3,000 ข้อความผ่าน Messenger ซึ่งเราเห็นว่าวัยรุ่นหรือคนวัยหนุ่มสาวสะดวกใจที่จะส่งข้อความผ่านทางแอพฯ มากกว่า โซเชียล มีเดียในมุมมองนี้ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้คนได้เข้าถึงความช่วยเหลือได้โดยตรง เพราะหลายคนยังติดที่ความรู้สึกว่าไม่กล้าโทรหรือรู้สึกไม่สะดวกใจที่จะโทรศัพท์เข้ามาคุยกับอาสาสมัคร”

สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทยได้เปิดตัวแคมเปญ The Story of Anonymous Samaritans เรื่องเล่าจากคนดีที่โลกไม่มีวันรู้จัก’ ผ่านทางเพจ Facebook ด้วยความมุ่งหวังในการแชร์เรื่องราวของอาสาสมัครเพื่อเป็นการสร้างการตระหนักรู้และเข้าถึงกลุ่มคนได้กว้างมากที่สุดด้วยเครื่องมือออนไลน์ของ Facebook

“ก่อนหน้าเรามีแคมเปญวิดีโอที่ปล่อยออกมาทาง Facebook เมื่อปี 2015 หลังจากเหตุการณ์ที่น่าเศร้าของนักร้องชื่อดังที่จบชีวิตตัวเอง โดยเป็นคลิปที่ได้รับการชมมากอย่างรวดเร็ว และเป็นหนึ่งในวิดีโอที่มีการรับชมมากกว่า 1.8 ล้านวิว และทุกวันนี้ก็ยังมีการแชร์วิดีโอตัวนี้อยู่ พวกเราคนทำงานก็รู้สึกว่าโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook เป็นช่องทางที่ทรงพลังในการสร้างการรับรู้ให้คนตระหนักถึงปัญหาและหล่อหลอมจิตสำนึกที่เอื้ออาทรและห่วงใยกันมากขึ้น” คุณตระการ กล่าว

คุณสาธิต จันทร์ทวีวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายครีเอทีฟ เชอิล ประเทศไทย กล่าวว่า

“ผมมีโอกาสได้ร่วมงานกับทางสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และรู้สึกชื่นชมกับความมุ่งมั่นในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของทางสมาคมเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของเพื่อนมนุษย์ให้ดีขึ้น จึงรู้สึกสนใจในการช่วยสนับสนุนมากยิ่งขึ้น เมื่อได้พูดคุยกับทางสมาคมอย่างจริงจังจึงได้เข้าใจว่าพวกเขาต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย เช่น ไม่มีงบด้านโฆษณา การขาดแคลนอาสาสมัคร รวมถึงยังไม่มีช่องทางการติดต่อที่ตอบรับกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ได้ เราจึงพยายามให้ความช่วยเหลือทางสมาคมอย่างเต็มที่เท่าที่เราจะสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำแคมเปญต่างๆ รวมถึงการสร้างเว็บไซต์และเพจ Facebook ให้กับทางสมาคม เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆ ที่มีช่องทางสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต”

“ส่วนตัวแล้ว ผมรู้สึกว่าการฆ่าตัวตายเป็นปัญหาหลักของประเทศของเรา และเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ช่วยโปรโมทและยกย่องการทำงานที่ยอดเยี่ยมของอาสาสมัครของสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทยในแต่ละวัน สำหรับกระบวนการเชิงสร้างสรรค์ในการใช้ภาพวาดประกอบการเล่าเรื่องราวของอาสาสมัครของทางสมาคมนั้น มาจากวัตถุประสงค์ที่เราต้องการใช้วิธีการสื่อสารที่เรียบง่าย แต่มีพลังมากที่สุด

เราเชื่อว่าการฟังเรื่องราวจากประสบการณ์ของอาสาสมัคร ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคงนึกภาพเองไม่ออก จะช่วยให้ผู้คนเข้าใจความรู้สึกของผู้ที่คิดฆ่าตัวตายได้ยิ่งขึ้น และยังได้เรียนรู้ว่าการกระทำง่ายๆ อย่างการรับฟังปัญหาของผู้คนเหล่านั้นสามารถช่วยแก้ปัญหาให้กับพวกเขาได้จริงๆ” คุณสาธิตกล่าวเสริม

ทั้งนี้ Facebook ได้รายงานความคืบหน้าในการยกระดับการทำงานด้านความปลอดภัยและเพิ่มทรัพยกรและความช่วยเหลือเพื่อการป้องกันการฆ่าตัวตายและการทำร้ายตัวเองโดยมีการพัฒนาปรับปรุงวิธีการในการรับมือกับเนื้อหาบนแพลทฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตายซึ่งเน้นการทำงานร่วมกับพันธมิตรและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกผ่านการร่วมประชุมและให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งนำไปสู่การปรับนโยบายของ Facebook ให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการไม่อนุญาตให้มีการโพสต์รูปภาพการทำร้ายตัวเอง (cutting images) เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการสนับสนุนเนื้อหาที่กระตุ้นการทำร้ายตัวเอง และยังคงนำเสนอช่องทางความช่วยเหลือต่างๆให้กับผู้คนผ่านเทคโนโลยีต่างๆ บนแพลทฟอร์ม เช่น ระบบเอไอ

โดยในช่วงเมษายน-มิถุนายน ปี 2562 นี้ Facebook ได้จัดการกับเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตายและการทำร้ายตัวเองบน Facebook ไปแล้วมากกว่า 1.5 ล้านเนื้อหา ร้อยละ 95 ของเนื้อหานี้ มีการตรวจพบก่อนที่จะได้รับการรายงานจากผู้ใช้ ในช่วงเวลาเดียวกัน Facebook ยังได้จัดการกับเนื้อหามากกว่า 800,000 เนื้อหาบน Instagram และร้อยละ 77 เป็นการตรวจพบโดยระบบก่อนที่จะมีการรายงานจากผู้ใช้

นอกเหนือไปจากนี้ Facebook ยังได้เพิ่มทรัพยากรความช่วยเหลือบนแพลทฟอร์มด้วยการทำงานกับ Orygen หน่วยงานไม่แสวงหาผลกำไรและผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านสุขภาพจิตเยาวชนโดยได้มีการเพิ่ม #chatsafe guidelines หรือคู่มือคำแนะนำสำหรับเยาวชนในการรับมือกับเนื้อหาหรือโพสต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตายหรือการทำร้ายตัวเอง โดยสามารถดูคู่มือดังกล่าวได้ในศูนย์ให้ความช่วยเหลือของ Facebook (Safety Center) ที่ และจะมีการแปลเป็นภาษาต่างๆ รวมถึงภาษาไทยเร็วๆ นี้

กรมสุขภาพจิตเผยรายงานสถานการณ์การฆ่าตัวตายของคนไทย มีการพยายามฆ่าตัวตายปีละ 53,000 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนที่สูงมากและทำให้ประเทศไทยติดอันดับประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุดเป็นอันดับที่ 32 ของโลก องค์การอนามัยโลกรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายราว 800,000 คนต่อปี ซึ่งเท่ากับว่ามีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย 1 คน ในทุกๆ 40 วินาที

‘บิ๊กแดง’ เสริมเขี้ยวเล็บใหม่อวดโฉม “สไตรเกอร์” รถยานเกราะ 10 คันแรก

ประเด็นน่าสนใจ

  • ผู้บัญชาการทหารบก รับมอบยานเกราะล้อยาง “สไตรเกอร์” 10 คันแรก
  • เพื่อสนับสนุนภารกิจปรับโอนหน่วยออกนอก กองทัพบกและภารกิจเสริมสร้างกองพลทหารราบที่ 11 จากสหรัฐรวมทั้งสิ้นจำนวน 70 คัน
  • เป็นการจัดหาโดยใช้งบประมาณการของรัฐบาลวงเงิน 2,860,000,000 บาท จำนวน 37 คันและจัดหาโดยใช้งบประมาณของกองทัพบกวงเงิน 850,000,000 จำนวน 10 คัน

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก และ พล.อ.โรเบิร์ต บราวน์ ( Robert B Brown ) ผู้บัญชาการกองกำลังทางบกประจำภาคพื้นแปซิฟิก พร้อมนายทหารชั้นผู้ใหญ่เข้าร่วมในพิธี รับมอบยานเกราะล้อยาง Stryker Rta Icv (STRYKER RTA ICV HANDOVER CEREMONY UNITED STATES ARMY-ROYAL THAI ARMY)โดยมีการจัดแถวทหารกองเกียตรยศ จาก กองพลทหารราบที่ 11 และกรมสรรพาวุธทหารบก จำนวน 100 นาย

กองทัพบกนำยานเกราะล้อยาง สไตรเกอร์ จำนวน 4 คัน จาก 10 คัน ที่มาถึงประเทศไทยแล้ว มาเข้าร่วมพิธี นอกจากนั้นมีกำลังพลจากกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 112 กองพลทหารราบที่ 11 (ร.112 พัน 1) จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นหน่วยที่จะจัดตั้งเป็นกรมยานเกราะสไตรเกอร์

ซึ่งกองทัพบกได้มีแนวทางเสริมสร้างกองพลทหารราบที่ 11 เพื่อให้มีโครงสร้างการจัดหน่วยแบบกระทัดรัดมีความทันสมัยสอดคล้องกับหลักนิยมของกองทัพหรัฐฯ รวมทั้งเพื่อให้เป็นกองพลหน่วยกำลังรบต้นแบบของกองทัพซึ่งมีการเปรียบเทียบการจัดหน่วยแบบกองพลน้อยของสหรัฐฯ (Brgade Combat Team : BCT ) จึงได้เสนอความต้องการในการจัดหายานเกราะล้อยาง Stryke RTA ICV Strker : Royal Thai Amy nfantry Carrer vehicle)

ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนภารกิจปรับโอนหน่วยออกนอก กองทัพบกและภารกิจเสริมสร้างกองพลทหารราบที่ 11 จากสหรัฐรวมทั้งสิ้นจำนวน 70 คัน เป็นการจัดหาโดยใช้งบประมาณการของรัฐบาลวงเงิน 2,860,000,000 บาท จำนวน 37 คันและจัดหาโดยใช้งบประมาณของกองทัพบกวงเงิน 850,000,000 จำนวน 10 คัน รวมถึงการช่วยเหลือจากทางกองทัพสหรัฐอีกจำนวน 23 คัน พร้อมระบบอาวุธ การบริการสนับสนุนระบบส่งกำลังบำรุงแบบบูรณาการชิ้นส่วนซ่อมควบคู่ กับการฝึกศึกษาทั้งในและต่างประเทศ

อย่างไรก็ตามโครงการจัดซื้อยานเกราะสไตเกอร์จากสหรัฐฯ ของกองทัพบก มีการประสานงานไม่ต่ำมากว่า 7 ปีแล้ว ตั้งแต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังเป็น ผบ.ทบ.และปัจจุบันทางสหรัฐฯ ขายยานเกราะสไตรเกอร์ให้กองทัพบกไทยเพียงประเทศเดียวเท่านั้น