ราชกิจจานุเบกษา ประกาศนโยบายและแผนว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ

ประเด็นน่าสนใจ

  • นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติเป็นไปตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ.2559
  • เพื่อเป็นกรอบทิศทางการป้องกัน แจ้งเตือน แก้ไข หรือระงับภัยคุกคามที่กระทบความมั่นคงแห่งชาติ
  • ประกาศนี้ให้ใช้ถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2565

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศเรื่อง นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ.2562-2565) ความว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า โดยที่คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นชอบให้ประกาศใช้นโยบายและแผนระดับชาติ ว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ.2562-2565 ) ตามบทบัญญัติมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ.2559

เพื่อเป็นแผนหลักของชาติที่เป็นกรอบทิศทางการดำเนินการป้องกัน แจ้งเตือน แก้ไข หรือระงับยับยั้งภัยคุกคามเพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งมีสาระสำคัญตามที่แนบท้ายนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ใช้นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. ๒๕๖๒-๒๕๖๕) ตั้งแต่วันถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2565

ประกาศ ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2562
เป็นปีที่ 4 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

หลักการด้วยเหตุผล ของนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ

ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๕๒ บัญญัติให้รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน

เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ รัฐต้องจัดให้มีการทหาร การทูต และการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ กำลังทหารให้ใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ด้วยกอปรกับพระราชบัญญัติสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ มาตรา ๑๓ บัญญัติให้คณะรัฐมนตรี จัดให้มีนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติขึ้นตามข้อเสนอแนะของสภาความมั่นคงแห่งชาติ

สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติจึงจัดทำนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ การจัดทำนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติเป็นไปตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๙ ที่บัญญัติให้นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ

ต้องมีสาระที่ครอบคลุมถึงนโยบายภายในประเทศ นโยบายต่างประเทศ และนโยบายการทหารกับการเศรษฐกิจและอื่นๆ อันเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติให้สอดคล้องต้องกัน เพื่อให้กิจการของหน่วยงานของรัฐสามารถประสานกันได้อย่างใกล้ชิด เป็นผลดีต่อความมั่นคงแห่งชาติ และอย่างน้อยต้องกำหนดเป้าหมายและแนวทางการดำเนินการในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติในเรื่อง

๑) การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติและการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
๒) การปกป้องและรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ
๓) การพัฒนาระบบการเตรียมพร้อมแห่งชาติและศักยภาพการป้องกันประเทศ
๔) การรักษาความมั่นคงภายในประเทศและระหว่างประเทศ

อีกทั้งการจัดทำนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ เป็นไปตามมาตรา ๕ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่บัญญัติให้การกำหนด นโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีก่อนที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน

การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ และแผนอื่นใด รวมตลอดทั้ง การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

ทั้งนี้ เมื่อมีพระบรมราชโองการประกาศให้ใช้นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติแล้ว ให้คณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานของรัฐใช้เป็นกรอบหรือแนวทางหรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน แผนนิติบัญญัติ

การกำหนดยุทธศาสตร์หรือแผนด้านความมั่นคงเฉพาะเรื่อง แผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ แผนบริหารวิกฤตการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ หรือกำหนดแผนงานหรือโครงการที่เกี่ยวกับนโยบาย และ แผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ หรือการปฏิบัติอื่นใดให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติต่อไป

ช่อ พรรณิการ์ จี้ กกต. สอบ มาดามเดียร์ หลังพบเคยถือหุ้นสื่อ

ประเด็นน่าสนใจ

  • หวังการยื่นเรื่องครั้งนี้ ให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกับ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่
  • การยื่นเรื่องนอกจากให้ระงับการเป็น ส.ส. ของมาดามเดียร์ ยังให้สอบฐานผิดตามมาตรา 151 ด้วย

ที่รัฐสภา (เกียกกาย) น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ กล่าวถึง กรณี น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี หรือ “มาดามเดียร์” ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ แจ้งความเอาผิดฐานใส่ร้าย บิดเบือนกับตนเอง กรณีที่เคยแถลงข่าวระบุว่าเคยถือหุ้นสื่อเครือเนชั่น และมีสามีเป็นผู้บริหารระดับสูงมาก ซึ่งตอนนี้ศาลรับไต่สวนมูลฟ้องแล้วนั้น โดยระบุว่า

ทางทีมงานได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และได้พบว่าคุณวทันยาเคยถือหุ้นบริษัทในเครือเนชั่นจริง ดังนั้น ที่บอกว่าตนเองใส่ร้าย จนให้ทนายไปฟ้องและศาลรับไต่สวนมูลฟ้องแล้วนั้น ถามกลับ

เมื่อข้อเท็จจริงว่าเคยถือหุ้นเครือเนชั่น และคู่สมรสเป็นผู้บริหารระดับสูงมากดังกล่าว การที่กล่าวหาว่าตนทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง จะเอามูลฟ้องจากไหน และนอกจากนี้ เราได้พบข้อมูลน่าสนใจด้วย เกี่ยวกับการโอนหุ้นสื่อของคุณวทันยา

น.ส.พรรณิการ์ กล่าวว่า การโอนหุ้นเมื่อเสร็จแล้วต้อง แจ้งสำเนาเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อกระทรวงพาณิชย์ ในบริษัททั่วไปอย่างวีลัค เรียก บอจ.5 ส่วนบริษัทมหาชนอย่างเครือเนชั่น เรียก บมจ.6

กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยล่าสุดว่า การแจ้ง บอจ.5 ต่อกระทรวงพาณิชย์ กรณีหุ้นสื่อบริษัทวีลัค ล่าช้า ถือว่ามีข้อพิรุธว่าจะไม่มีการโอนหุ้นก่อนมีการรับสมัครรับเลือกตั้งนั้น เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2562 หรือหลังการรับสมัครเลือกตั้ง 1 เดือน

แต่กรณีการแจ้ง บมจ. 6 คือ สำเนาเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นเครือเนชั่นนั้น แจ้งในเดือนกันยายน 2562 คือ 6 เดือน หลังการรับสมัครเลือกตั้ง ซึ่งถ้ากรณีคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ มีคำถามน่าสนสัยว่าทำไมล่าช้า กรณีคุณวทันยายิ่งน่าสงสัยว่า เหตุใดเครือเนชั่นแจ้งล่าช้าถึง 6 เดือน

“ด้วยเหตุนี้ ได้ให้ทนายความไปยื่นข้อร้องเรียนต่อ กกต. เรียบร้อย ให้ใช้บรรทัดฐานเดียวกันกับคดีคุณธนาธร ในการตรวจสอบเรื่องนี้เพื่อเอาผิดต่อคุณวทันยา เพราะมีหลักฐานเป็นผู้ขาดคุณสมบัติการลงสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากถือครองหุ้นสื่อ โดยยึดตาม บมจ.6

และยังขอให้ศาลรัฐธรรมนูญระงับการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. รวมถึง ขอให้ กกต.ดำเนินการทางอาญาตามมาตรา 151 ต่อคุณวทันยาด้วย ซึ่งโทษสูงสุดคือจำคุก 10 ปี หรือตัดสิทธิ์ทางการเมือง 20 ปี เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน และเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธาณะว่า

คดีถือหุ้นสื่อ ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ระหว่างนักการเมืองฝ่ายค้านและรัฐบาล รวมถึงเจตนารมย์รัฐธรรมนูญได้รับการตอบสนอง โดยไม่เลือกปฏิบัติว่าเป็นนักการเมืองฝ่ายผู้มีอำนาจหรือท้าทายผู้มีอำนาจ” น.ส.วทันยา กล่าว

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสเสด็จหอประชุมจุฬา พบปะผู้นำศาสนาอื่นๆ

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส จะเสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งมาถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพบปะผู้นำคริสตชนต่างนิกาย ผู้นำ ผู้แทน ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นๆ ในประเทศไทย อาทิ อิสลาม พุทธ ซิกส์ ฮินดู พร้อมพบกับบรรดาผู้นำสถาบันอุดมศึกษา คณาจารย์ และนิสิตนักศึกษา บริเวณหอประชุมจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย

โดยมีคณะนักร้องประสานเสียงจากหลากหลายกลุ่มศาสนา ประกอบด้วย คณะนักร้องประสานเสียงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะนักร้องประสานเสียงมูโค่พอ จากโรงเรียนเซนต์โยเซฟแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ และคณะนักร้องประสานเสียงอัตตัร จากโรงเรียนอัตตัรกียะห์อิสลามียะห์ขับร้องเพลง “Peace Prayer”

ทั้งนี้สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส มาถึง จะทรงปาฐกถาในหัวข้อ “Building bridges for peace and understanding-สร้างสะพานแห่งความเข้าใจ และสันติสุข” เพื่อสร้างความสมัครสมานสามัคคีสร้างแรงบันดาลใจเพื่อส่งเสริมความเป็นครอบครัวในหมู่มวลมนุษยชาติและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ใจความตอนหนึ่งว่า ตอนหนึ่งว่า นับเป็นเวลา 122 ปีที่แล้ว เมื่อ พ.ศ. 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้ซึ่งพระกรุณาโปรดเกล้าให้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งนี้ขึ้น พระองค์ได้เสด็จเยือนกรุงโรมและได้พบกับสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 13

โดยการพบกันครั้งนั้นได้มีความทรงจำร่วมกัน เพราะพระองค์ดำรงคุณธรรมด้วยการเลิกทาส และประเด็นเหล่านี้ถือเป็นจิตวิญญาณแห่งน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความเข้าใจร่วมกันที่จะช่วยยุติการเลิกทาสในรูปแบบต่างๆ

แต่ปัจจุบันพบปัญหาการขยายของขบวนการค้ามนุษย์ ดังนั้นความจำเป็นในการเคารพซึ่งกันและกันความนับถือและความร่วมมือระหว่างศาสนานั้นจะต้องมีมากขึ้นเพื่อมนุษยชาติ เพราะโลกของเรากำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน เช่น

โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจและการเงินและผลที่ตามมาอย่างร้ายแรงต่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี รวมถึงความขัดแย้งในประเทศที่ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายของผู้อพยพผู้ลี้ภัย

การกันดารอาหาร และสงคราม ซึ่งความท้าทายเหล่านี้เตือนเราว่าไม่มีภาคส่วนไหนจะช่วยเราได้นอกจากครอบครัวของเราเอง โดยเชื่อว่าความรักจากครอบครัวจะเป็นภูมิคุ้มกันชั้นดีต่อตนเองและเพื่อนมนุษย์