เปิดรับแรงงานไทยไปทำงาน ‘เกาหลีใต้’ ยื่นใบสมัคร 23-24 พ.ย.นี้เท่านั้น

ประเด็นน่าสนใจ

  • กระทรวงแรงงาน และทางการเกาหลีใต้ มีการลงนาม MOU เรื่องการส่งแรงงานไปทำงานที่เกาหลีใต้
  • รับสมัครแรงงานประเภทกิจการ งานเกษตร ปศุสัตว์
  • สนใจสามารถยื่นใบสมัครด้วยตนเอง ได้ตั้งแต่วันที่ 23 – 24 พฤศจิกายน 2562

กระทรวงแรงงานและการจ้างงานสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ได้ลงนาม MOU ว่าด้วยการจัดส่งแรงงานไปทำงาน เกาหลีใต้ตามระบบการจ้างแรงงานต่างชาติ ( Employment Permit System for Foreign Workers : EPS)

ผู้ที่สนใจ ระเบียบการสมัครงาน ดังนี้

  • บุคคลที่จะเดินทางไปทำงานต้อง
  • ผ่านการทดสอบภาษาเกาหลี (EPS-TOPIK)
  • ผ่านทักษะการทำงานตามที่ทางการเกาหลีกำหนด

รับสมัครในประเภทกิจการ งานเกษตร ปศุสัตว์

  • โควตาผู้สอบผ่าน 300 คน
  • ต้องเป็นเพศชาย อายุ 18 – 39 ปีบริบูรณ์
  • ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา
  • สายตาไม่บอดสี ร่างกายสมบูรณ์ สุขภาพแข็งแรง
  • ไม่มีประวัติกระทำผิดทางอาญาหรือเป็นภัยต่อสังคมและความมั่นคง
  • เป็นบุคคลซึ่งไม่ถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศ
  • เป็นบุคคลซึ่งไม่มีประวัติการถูกเนรเทศ หรือเคยถูกปฏิเสธการเข้าเกาหลีใต้หรือเคยกระทำผิดกฎหมายของเกาหลีใต้
  • เป็นบุคคลซึ่งไม่มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกชนิด ไม่เคยพำนักอาศัยในเกาหลีใต้ด้วยวีซ่า E-9 หรือ E-10 หรือ วีซ่า E-9 และ E-10 รวมกัน 5 ปี หรือมากกว่า 5 ปีขึ้นไป

หลักฐานการสมัคร

  • สำเนาหนังสือเดินทาง Passport (ถ้ามี)ต้องระบุวัน เดือน ปีเกิด ให้ครบถ้วน จำนวน 2 ฉบับ
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ต้องชัดเจนและระบุวัน เดือน ปี เกิดให้ครบถ้วน จำนวน 2 ฉบับ
  • รูปถ่ายสีขนาด 3.5 x4.5 เชนติเมตร ฉากด้านหลังสีขาว และไม่สวมเสื้อสีขาว(ถ่ายมาแล้วไม่เกิน 3 เดือน จำนวน 3 ใบ)
  • สนใจสามารถยื่นใบสมัครด้วยตนเอง ได้ตั้งแต่วันที่ 23 – 24 พฤศจิกายน 2562 เวลา 09.00 – 16.00 น.

ณ อาคารสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 ชั้น 1ถนนมิตรไมตรี เขตดินแดง แขวงดินแดง กรุงเทพมหานคร

ลงทะเบียนเพื่อแจ้งความประสงค์ในการสมัครงาน เลือกวันที่จะสมัครได้ที่ toea.doe.go.th (ไม่ต้องใส่ www.) ได้ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. – 24 พ.ย. 62 เวลา12.00 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ “กองบริหารแรงงานไทย ไปต่างประเทศ”

โทร.0 2245 9429,0 2245 6716
สายด่วน โทร.1506 กด 2

เตือน ฝนตกหนักบริเวณภาคใต้ 25-29 พ.ย. นี้

กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง “ฝนตกหนักภาคใต้และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 25-29 พฤศจิกายน 2562)”
ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 โดยมีรายละเอียดดังนี้

ในช่วงวันที่ 25-29 พ.ย. 62 ภาคใต้จะมีฝนเพิ่มมากขึ้นและฝนตกหนักหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณตั้งแต่จังหวัด สุราษฎร์ธานีลงไป ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากปริมาณฝนสะสม ซึ่งอาจจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากเกิดขึ้นได้

ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้

ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศเวียดนามและทะเลจีนใต้ ทำให้มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น

อนึ่ง สำหรับพื้นราบบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีอากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 16-20 องศาเซลเซียส ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากอากาศที่เปลี่ยนแปลงและการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ประกาศ ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 เวลา 17.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปใน วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 เวลา 05.00 น.

เกษตรจังหวัดฯ แนะ ปรับเปลี่ยนพันธุ์ข้าวที่ไม่มีความไวต่อแสง

ประเด็นน่าสนใจ

  • ก่อนหน้านี้โลกออนไลน์ได้ส่งต่อเรื่องราว เกษตรกรนำกระสอบปุ๋ยและสแลนกันแดดปิดคลุมหลอดไฟฟ้าส่องสว่างบนถนนทางหลวง
  • เพราะ มีความเชื่อว่าแสงไฟทำให้ต้นข้าวโตช้า ไม่ออกรวง
  • ล่าสุดทาง เกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ได้ทำความเข้าใจกับเกษตรกรแล้ว แนะปรับเปลี่ยนพันธุ์ข้าวที่ไม่มีความไวต่อแสง

จากกรณีที่มีเกษตรกรนำกระสอบปุ๋ยและสแลนกันแดดปิดคลุมหลอดไฟฟ้าส่องสว่าง บนถนนทางหลวงหมายเลข บร.3001 สายละหานทราย – นางรอง ช่วงถนน 4 เลนบริเวณบ้านจอมปราสาท ต.สะเดา อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ทั้งยังใช้เชือกมัดกับกระป๋องกาแฟ และก้อนหินผูกติดห้อยระโยงระยาง รวมจำนวน 7 ต้น เพราะมีความเชื่อว่าแสงไฟทำให้ต้นข้าวโตช้าและไม่ออกรวง

กระทั่งล่าสุดแขวงทางชนบทระบุว่า ไม่สามารถทำได้เพราะเป็นทรัพย์สินของทางราชการ และเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ทางหลวง ล่าสุดได้ให้เจ้าหน้าที่ไปเก็บรื้อกระสอบปุ๋ย และสแลนออกจากหลอดไฟแล้ว เพราะเกรงจะเกิดอุบัติเหตุกับผู้สัญจร ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้ว

นวนิตย์ พลเคน เกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาก็เคยได้รับการร้องเรียนจากเกษตรในหลายพื้นที่อำเภอ ที่มีนาข้าวอยู่ใกล้กับรัศมีของไฟฟ้าส่องสว่างริมถนน ว่าประสบปัญหาดังกล่าว และเคยนำเสนอเข้าที่ประชุมแล้ว ซึ่งจากกรณีดังกล่าวก็จะได้หารือกับทางจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบของเกษตรกร

อย่างไรก็ตามเบื้องต้น ก็ได้ไปทำความเข้าใจกับเกษตรกรที่เจอปัญหาในลักษณะดังกล่าวแล้ว ซึ่งวิธีการหลีกเลี่ยงหากไม่สามารถที่จะปิดไฟส่องสว่างได้ เกษตรกรก็จะต้องปรับเปลี่ยนพันธุ์ข้าวที่ไม่มีความไวต่อแสง แต่ก็ค่อนข้างจะยากเพราะนาปีส่วนใหญ่ที่เกษตรกรปลูกจะเป็นข้าวหอมมะลิ 105