เลขาธิการสภาฯ เผยผลสอบ รับ ส.ส.เสียบบัตรกดโหวตร่างงบประมาณฯ แทนกันจริง

ประเด็นน่าสนใจ

  • แต่ไม่ทราบคนลงคะแนนเป็นใคร เพราะสภาไม่มีกล้องวงจรปิด
  • เล็งส่งเรื่องให้ศาล รธน. ตีความว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 63 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
  • แต่คาดไม่กระทบเพราะเป็นเพียงเสียงเดียว
  • ขณะที่การลงโทษคงต้องหารืออีกครั้ง เพราะการเสียบบัตรโหวตแทนกันของ ส.ส. ยังไม่มีบทลงโทษชัดเจน

หลังจากที่ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่า มี ส.ส.เสียบบัตรและกดโหวตลงมติแทน นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร

เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2563 และนายชวนหลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้มอบหมายให้ นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวนั้น

วันนี้ (21 ม.ค. 63) นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฏร เปิดเผยผลการตรวจสอบว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นความจริง โดยได้เชิญเจ้าหน้าที่จากสำนักชวเลขมาตรวจสอบรายงานผลการลงคะแนน ตั้งแต่มาตรา 31 ถึงมาตรา 55 พบว่ามีชื่อของนายฉลอง ลงมติจริง

และเมื่อตรวจสอบบันทึกการเก็บรักษาบัตรพบว่าบัตรของนายฉลอง ปรากฏว่าบัตรลงคะแนนของนายฉลองถูกเบิกไปใช้จริง และนำไปใช้ลงมติวันที่ 8 -11 มกราคม โดยในวันที่ 8-10 ม.ค.นั้นไม่ได้มีการส่งบัตรคืนเจ้าหน้าที่ แต่พบอีกครั้งว่าบัตรถูกเสียบคาไว้ที่เครื่องลงคะแนนในวันที่ 11 ม.ค.

จากนั้นได้เรียกฝ่ายเทคนิคมาช่วยตรวจสอบช่องเสียบบัตรลงคะแนน แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเสียบบัตรไว้ในตำแหน่งใด เพราะกล้องของฝ่ายเทคนิคไม่ได้มีการจับภาพ ส.ส.ไว้ทุกคน และไม่มีกล้องวงจรปิดภายในห้องประชุมด้วย

จากนี้ต้องส่งศาล รธน. ตีความ ว่าร่าง พ.ร.บ.ขัดต่อรัฐธรรมหรือไม่

คณะกรรมการตรวจสอบจึงมีความเห็นว่า ข้อกล่าวหานั้นเป็นจริง ทำให้ผลการลงมติตั้งแต่มาตรา 31-55 และข้อสังเกตไม่ชอบด้วยกฏหมาย ดังนั้น กระบวนการที่จะทำให้ถูกต้องคือ ต้องทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 139 ที่ให้สมาชิกของรัฐสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 หรือ 75 คน เสนอต่อประธานสภาฯ

ให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในระหว่างที่ประธานสภาฯ ชะลอร่างกฎหมายไว้ 3 วัน เพื่อให้สมาชิกเสนอความเห็นว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

ทั้งนี้ ข้อสังเกตของคณะกรรมการตรวจสอบยังเห็นว่า กรณีนี้ไม่ทำให้ร่างกฏหมายต้องตกไป เพราะเป็นเพียงแค่เสียงเดียว แต่คณะกรรมการก็เคารพการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ทุกอย่างถูกต้องตามกระบวนการ

การลงคะแนนแทนกันของ ส.ส. ยังไม่มีบทลงโทษชัดเจน แต่อาจผิดระเบียบข้อเรื่องจริยธรรม

เรื่องนี้จะต้องหารือกับสมาชิกต่อที่ประชุมสภาในวันพรุ่งนี้ ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ส่วนจะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่นั้น ต้องดูมติจากที่ประชุมในวันพรุ่งนี้อีกครั้ง ส่วนจะต้องเชิญนายฉลองมาตรวจสอบหรือไม่นั้น นายสรศักดิ์ ระบุว่าจะจัดการอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับที่ประชุมคุยกัน ในตอนนี้เราเพียงตรวจสอบเบื้องต้น

ขณะที่นายชวน ได้กล่าวเตือน ส.ส. ด้วย ว่า สภาฯ เป็นฝ่ายนิติบัญญัติที่มีหน้าที่ออกกฎหมาย ส.ส.จึงต้องเป็นตัวอย่างในการเคารพกฎระเบียบข้อบังคับ และเคารพกฎหมาย กติกาของบ้านเมือง ต้องไม่ทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย

โดยหลังจากนี้ เมื่อผลการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วเสร็จ หากพบผู้กระทำผิด จะมีมาตรการลงโทษต่อไป ซึ่งปัจจุบันการกระทำดังกล่าวยังไม่มีบทลงโทษที่กำหนดไว้ชัดเจน แต่อาจจะเข้าข่ายความผิดในเรื่องของระเบียบข้อบังคับในเรื่องจริยธรรม โดยขณะนี้ระเบียบข้อบังคับเรื่องจริยธรรมยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ แต่จะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาภายในสัปดาห์นี้

เปิดข้อความจากเพจ สรยุทธ หลังศาลฎีกาตัดสินคดีไร่ส้ม ย้ำขอน้อมรับคำตัดสิน

ประเด็นน่าสนใจ

  • รับตลอด 4 ปีที่ไม่ได้ทำงานรู้สึกทรมานมาก แต่ต้องยอมรับให้ได้
  • จากนี้ถือเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ติดลบ
  • ขอบคุณทุกกำลังใจ จากนี้ค่อยเจอกันใหม่

ภายหลังศาลฎีกาได้มีการพิพากษาแก้โทษจำคุก นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ในคดีทุจริตค่าโฆษณาไร่ส้ม เป็น 6 ปี 24 เดือน โดยไม่รอลงอาญานั้น แอดมินเพจเฟซบุ๊ก “สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว” ได้โพสต์ข้อความอ้างว่า เป็นของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ที่เขียนขึ้นหลังทราบผลการตัดสิน โดย ระบุว่า

  1. ผมยอมรับคำพิพากษา โดยไม่คิดว่าจะหลบหนี เพราะนั่นเท่ากับผมไม่เคารพกระบวนการของกฎหมายบ้านเมืองที่ผมเกิดและเติบโตมา แน่นอนว่าผมย่อมกลัวการติดคุกติดตาราง แต่ชีวิตผมไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง ไม่ได้สุขสบาย ไม่เคยลำบากตรากตรำ จนจะไปใช้ชีวิตในเรือนจำไม่ได้

    หรืออยู่ลำบากไม่ได้ บางทีระหว่างที่ผมใช้ชีวิตทำงานมาร่วม 30 ปี ถ้าพูดถึงความยากลำบากทางกาย อาจจะลำบากกว่าการใช้ชีวิตในเรือนจำ แต่สำคัญที่ร่วม 30 ปี นั้น ผมมีอิสรภาพ

  2. ร่วม 30 ปี ผมไม่เคยได้นอนหลับเต็มอิ่ม ทำงานที่ผมรักตลอดทั้งวัน ไม่มีวันหยุด เพียงแต่ทุกวัน ที่ตื่นไปทำงาน ผมไม่เคยรู้สึกว่าผมไปทำงาน ผมแค่ตื่นออกไปใช้ชีวิตของผม แม้จะยากลำบากทางกาย แต่ผมก็สุขใจแบบของผมเสมอมา

    กุมภาพันธ์ ปี 2559 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาผม และผมต้องหยุดทำงานที่ผมเคยทำมาทุกวัน ทั้งที่ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด ใครไม่เป็นผม คงไม่รู้ว่ามันทุกข์ทรมานขนาดไหน กับการต้องตื่นขึ้นมาทุกวันแล้วไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตของผมอย่างที่เคย

  3. ช่วงนั้นผมไม่กล้าแม้กระทั่งเปิดโทรทัศน์ อย่าว่าแต่รายการที่ตัวเองเคยทำ เพราะถ้าต้องเห็นสิ่งที่ผมรักและเคยทำมาตลอด มันจะหยุดน้ำตาของตัวเองไม่ได้ ผมทำได้อย่างเดียวคือ พยายามลืมชีวิตที่เคยเป็นมา

    สำหรับผม การต้องหยุดทำงาน เหตุเพราะคำพิพากษาของสังคม คือความทุกข์ทรมานที่สุดครั้งหนึ่งของชีวิต เพราะคือการห้ามผมใช้ชีวิต ไม่ใช่แค่การห้ามทำอาชีพของผม อิสรภาพในการใช้ชีวิตของผม หมดไปตั้งแต่เมื่อ 4 ปีก่อนแล้ว

  4. ผมติดคุกสังคมมา 4 ปีแล้ว ตลอด 4 ปี ของการต่อสู้คดีก็ไม่เคยมีความสุขเลยแม้แต่วันเดียว ความรู้สึกเสมือนยิ่งสู้ยิ่งแพ้ แต่ก็ต้องสู้ วันนี้ผมคงติดคุกตามคำพิพากษาสูงสุด ความยากลำบากเดียวคือ ทำใจ

    ซึ่งผมยังไม่รู้ว่า จะทำได้ขนาดไหน จะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ที่จะทำความคุ้นเคยกับมัน แต่ที่สุดผมก็ต้องยอมรับให้ได้ ชีวิตต้องดำเนินต่อไป อย่างน้อยวันนี้ชีวิตผมก็จะได้เริ่มต้นใหม่เสียที แม้จะต้องเริ่มต้นจากติดลบอยู่ในคุกตะราง จุดต่ำสุดของชีวิต แต่ก็ได้เริ่มต้นซึ่งมันจะมีวันหนึ่งในที่สุดที่จะได้นับหนึ่งใหม่

  5. ขอบคุณทุกคนที่เจอกันก็เข้ามาจับมือให้กำลังใจ ไม่ได้เจอกันก็ส่งกำลังใจมาให้ จนกว่าจะมีโอกาสพบกันใหม่ครับ

ปตท.-บางจาก ขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 30 สต. ให้มีผลตี 5 วันที่ 22 ม.ค. 63

ประเด็นน่าสนใจ

  • E85 เพิ่มขึ้น 15 สตางค์/ลิตร
  • จากราคาใหม่ทำให้น้ำมัน ไฮดีเซล S อยู่ที่ 27.79 สตางค์/ลิตร

บมจ.ปตท. และ บมจ.บางจากปิโตรเลียม ประกาศปรับราคาน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ทุกชนิด และดีเซลทุกชนิดเพิ่มขึ้น 30 สตางค์/ลิตร ยกเว้น E85 เพิ่มขึ้น 15 สตางค์/ลิตร ให้มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันที่ 22 ม.ค. 63

ทั้งนี้จากการปรับขึ้นราคาดังกล่าว ทำให้ราคาน้ำมันใหม่เป็นดังนี้

  • แก๊สโซฮอล์ 95S อยู่ที่ 26.65 สตางค์/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91S อยู่ที่ 26.38 สตางค์/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20S อยู่ที่ 23.64 สตางค์/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E85S อยู่ที่ 19.64 สตางค์/ลิตร
  • ไฮดีเซล B20S อยู่ที่ 24.79 สตางค์/ลิตร
  • ไฮดีเซล B10 อยู่ที่ 25.79 สตางค์/ลิตร
  • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 27.79 สตางค์/ลิตร
  • ไฮพรีเมียมดีเซล Diesel S อยู่ที่ 31.66 สตางค์/ลิตร

สำหรับราคาดังกล่าวยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ กทม.