สรุปแถลง สธ. โควิด-19 วันที่ 14/03/2563 | 11.30 น.

สรุปสถานการณ์ไวรัสโคโรน่า 2019

📍 สถานการณ์ในไทย

  • เพิ่ม ผู้ป่วยยืนยันรายใหม่ 7 ราย
▪️ กลุ่มที่ไปสังสรรค์ในผับ

รายที่ 1 ผู้ป่วยยืนยัน (รายที่ 76) หญิงไทย อายุ 63 ปี เป็นมารดา ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงผู้ป่วยยืนยัน (รายที่ 57)

▪️ กลุ่มใหม่ในครอบครัว

รายที่ 2 ผู้ป่วยยืนยัน (รายที่ 77) หญิงไทย #มารดา อายุ 57 ปี มีประวัติเดินทางกลับมาจากประเทศญี่ปุ่น วันที่ 2 มี.ค. 2563 เริ่มมีอาการป่วยไข้ ไอ ในวันที่่ 4 มี.ค. 2563 และได้แพร่เชื้อคนในครอบครัว คือ

  • รายที่ 3 เป็น #ลูกสาว ผู้ป่วยยืนยัน (รายที่ 78) อายุ 30 ปี อาชีพพนักงานบริษัท ให้ประวัติเพื่อนมาจากเกาหลีใต้ (วันที่ 2 มีนาคม 2563) และมารดามาจากญี่ปุ่น และเริ่มป่วยวันที่ 9 มี.ค. 2563
  • รายที่ 4 เป็น #ลูกเขยญี่ปุ่น ผู้ป่วยยืนยัน (รายที่ 79) อายุ 33 ปี อาชีพพนักงานบริษัท เริ่มป่วย วันที่ 9 มี.ค. 2563
  • รายที่ 5 เป็น #หลานสาว ผู้ป่วยยืนยัน (รายที่ 80) อายุ 4 ขวบ เริ่มป่วย วันที่ 9 มี.ค. 2563

▪️ รายที่ 6 ผู้ป่วยยืนยัน (รายที่ 81) หญิงนักเรียน อายุ 20 ปี
มีประวัติกลับมาจากประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 24 ก.พ. 2563
เริ่มป่วย วันที่ 27 ก.พ. 2563 ด้วยไข้ ไอ และรักษาตัวเองอยู่ที่บ้านแต่อาการไม่ดีขึ้น
วันที่ 11 มี.ค. 2563 จึงได้มารักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งและผลการตรวจเป็น “บวก”

▪️ รายที่ 7 ผู้ป่วยยืนยัน (รายที่ 82) ชายไทย อายุ 41 ปี อาชีพนักแสดง พิธีกร ธุรกิจค่ายมวย
เริ่มป่วย วันที่ 11 มี.ค. 2563 ไข้ ไอ ปวดเมื่อย
มีประวัติว่าเพื่อนเดินทางมาจากต่างประเทศ ตอนนี้ผู้ป่วยรักษาตัวที่โรงพยาบาลราชวิถี

“เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดที่มีความเสี่ยงสูง”

📍 จากที่ได้ติดตามผู้สัมผัสที่มีความเสี่ยงสูงจาก
(ผู้ป่วยกลุ่มก้อนเหล่านี้)

  • ตอนนี้มีผู้เข้าในเกณฑ์สอบสวนโรค 36 ราย (รอผลยืนยัน)
  • ติดตามผู้ที่อยู่ใกล้ชิดอีก 100 กว่าราย
  • รวมผู้ป่วยหายกลับบ้าน 35 ราย
  • รวมผู้ป่วยรักษาในโรงพยาบาล 46 ราย
  • รวมผู้ป่วยเสียชีวิต 1 ราย
  • ผู้ป่วยสะสม 82 ราย
  • ประเทศไทยอยู่ที่ 45 ของโลก

📍 จากบทเรียนที่เราได้ คือ

  1. มีประวัติเดินทางมาจากต่างประเทศ
  2. ทำงานใกล้ชิดกับชาวต่างชาติ
  3. พื้นที่ใน กทม. ในที่เจริญแถวฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ เป็นส่วนใหญ่
  4. ไม่เฝ้าระวังตัวเอง ร่วมกิจกรรมสังสรรค์

“อยากให้ปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัด กักตัวเอง 14 วัน แยกของใช้ส่วนตัว งดกิจกรรมทางสังคม งดไปพื้นที่ชุมชนคนหนาแน่น ขอให้รับผิดชอบทางสังคม”

“ย้ำว่า ถ้ามีไข้ ไอ น้ำมูก รีบไปพบแพทย์ด่วน พร้อมแจ้งประวัติ”

📍 ปัจจุบัน! โรคนี้เป็นที่ติดต่ออันตราย แพทย์ฉุกเฉินประกาศแล้วว่า “เป็นโรคฉุกเฉิน”

  • ท่านสามารถรักษาที่โรงพยาบาลไหนก็ได้
    “โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งโรงพยาบาลรัฐ และเอกชน”
    (กลุ่มเสี่ยงเข้าข่ายติดเชื้อ)

📍 ผู้มีความเสี่ยงสูง

  • คนในครอบครัว
  • ผู้สัมผัส”ใกล้ชิด”
  • พูดคุยกับผู้ป่วยในระยะไม่เกิน 1 เมตร คุยกันนานเกิน 5 นาที
  • ไอ จาม ใส่หน้า โดยไม่ป้องกันตัวเอง
  • อยู่ในสถานที่ปิดไม่มีอากาศถ่ายเท เช่น รถปรับอากาศ ห้องปรับอากาศ อยู่เกิน 15 นาที

📍 ผู้สัมผัสอื่นๆ (ผู้มีความเสี่ยงต่ำ)

  • ให้สังเกตตัวเอง 14 วัน แยกของใช้ งดกิจกรรมทางสังคม
  • หากป่วยให้พบแพทย์ทันที
  • ถ้าไม่มีอาการจะตรวจพบเชื้อได้น้อย

📍 คัดกรองผ่านด่าน เพิ่มขึ้น 240,000 กว่าคน

  • ท่าอากาศยาน 150,000 คน
  • ด่านพรมแดน 80,000 กว่าคน

🤵 เพิ่มเติมข้อมูล! ผู้ป่วยยืนยัน (รายที่ 82) ดารา พิธีกร เจ้าของค่ายมวย

  • ถือเป็นเคสที่ดี ช่วยให้ Close contact (ผู้สัมผัสใกล้ชิด) ต่างๆ ได้ระมัดระวังตัว
  • ขอขอบคุณที่ช่วยกันแจ้งข้อมูล
  • กรณีทางโรงพยาบาลให้ผู้ป่วยกลับบ้าน
  • สธ. จะดำเนินการตรวจสอบกระบวนการของโรงพยาบาลแห่งนั้นต่อไป
  • ขั้นตอน ปรกติหากพบกลุ่มเสี่ยง ตรวจพบเชื้อโรงพยาบาลจะต้องรับตัวไว้ ให้กลับบ้านไม่ได้ เพราะเป็นขั้นตอนตามคำสั่งของสธ. และรายงานให้ สธ.ภายใน 3 ชม.
  • รวบรวมรายชื่อผู้สัมผัสใกล้ชิด บางรายเข้ารับการตรวจแล้ว
  • เริ่มป่วย 11 มี.ค. 2563 โรคนี้มีระยะฟักตัว 5-7 วัน ใครที่สัมผัสช่วงนี้ให้สังเกตอาการก่อน
  • ยกเว้นคนที่มีไข้ มีอาการทางเดินหายใจ พบแพทย์ทันที
  • กรณีที่ไม่แน่ใจว่าติดหรือไม่ แนะนำให้แยกตัวเอง แยกของใช้ตัวเอง
  • จากผลตรวจส่วนใหญ่ที่มาตรวจยังไม่พบเชื้อ
  • สมมุติว่ามีอาการป่วย วันที่ 11-12 วันนั้น คือ วันที่เริ่มแพร่เชื้อ ส่วนวันที่ 13 ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาแล้ว
  • ใครที่สัมผัสก่อนวันที่ 11 ค่อนข้างปลอดภัย
  • กว่าจะเริ่มป่วยก็ใช้เวลา 5 วัน (หลังจากสัมผัส)
  • ตรวจตอนนี้ถึงผลออกมาเป็น “ลบ” ยังมีโอกาสติดเชื้อได้ เพราะระยะเวลาต้องตามต่ออีก 14 วัน

📍 กรณีข่าวการพบ/สื่อรายงานในจุดต่างๆ

  • ตอนนี้มีเคสรอผลอยู่อีก 30 กว่าราย
  • ซึ่งยังคงใช้การยืนยันมาตรฐานความถูกต้องคือ ต้อง 2 แล็บตรงกันขึ้น
  • ย้ำ ขอให้คนที่กลับจากต่างประเทศต้องกักตัว คนรอบข้างต้องแนะนำกัน

📍 กรณีการตรวจหาผู้ติดเชื้อ

  • ตอนนี้ทางเราตรวจเยอะมาก
  • เมื่อวานนี้ตรวจคนไข้หวัดใหญ่ 2000 ราย
  • ตรวจใน รพ.เอกชนอีกว่า 4000 ราย
  • ซึ่งมีการทดลองใช้ชุดตรวจแบบรวดเร็ว คาดว่า อีก 1-2 อาทิตย์จะให้ได้ทุกโรงพยาบาล

📍 กรณีไทยตรวจน้อย

  • เพราะมีการรายงานอ้างว่า ไทยนำยอดไปรวมกับปอดอักเสบ ซึ่งจริงๆ แล้ว ต้นทางอ้างอิงลิ้ง https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/
  • ข้อเท็จจริง เว็บ Viral Pneumonia (ปอดอักเสบ) นี้ สธ.ใช้ตั้งแต่ก่อนที่โรคนี้มีชื่อ จึงตั้งตามอาการไว้ที่เกิดโรค ปัจจุบันใช้รายงานเคส Covid-19

กรมการแพทย์ ยันไม่จริง รายชื่อ รพ. โผล่ให้ตรวจ ไวรัสโควิด-19 ฟรี

ประเด็นน่าสนใจ

  • ผู้มีสิทธิตรวจฟรีคือกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น
  • หากไร้เกณฑ์ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง

จากกรณีที่เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ หลังปรากฏภาพรายชื่อโรงพยาบาล 18 แห่งเปิดบริการให้ตรวจไวรัสโควิด-19 ฟรี จนเกิดความสับสนแก่ประชาชนนั้น

ล่าสุดทางเพจ กรมการแพทย์ ได้ออกมาเปิดเผยว่า กระแสข่าวไม่ได้มาจากการกระทรวงสาธารณสุข และหากจะตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ฟรี ก็ต้องเข้าหลักเกณฑ์ คือ มาจากพื้นที่เสี่ยงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 มีการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อฯ มีไข้โรคทางเดินหายใจ เป็นต้น

แต่หากไม่เข้าเกณฑ์แต่อยากมาตรวจจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งสถานพยาบาลในเครือข่ายกระทรวงสาธารณสุข ที่ให้การตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 มีอยู่ 35 แห่งด้วยกัน ส่วนรายชื่อ รพ. ที่มีการส่งต่อทางโซเชียลมีเดียแล้ว ยืนยันว่าเป็นเฟคนิวส์

ทั้งนี้ ห้องปฏิบัติการเครือข่ายตรวจ SARS-CoV-2 ที่ผ่านการทดสอบความชำนาญทางห้องปฏิบัติการทั้งสิ้น 35 แห่ง คือ ห้องปฏิบัติการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 15 แห่ง แบ่งเป็น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข (ส่วนกลาง) และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 14 แห่ง

ส่วนห้องปฏิบัติการเครือข่าย 20 แห่งประกอบด้วย

1.คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
2. คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี
3. คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
4.รพ.ราชวิถี
5. สถาบันบำราศนราดูร
6. คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
7. รพ.บำรุงราษฎร์
8. คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
9. รพ.มหาราชนครราชสีมา
10. คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล

11.รพ.ศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
12. ศูนย์วิจัยมาลาเรียโซโคล ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา
13. รพ.ลำปาง
14. รพ.สวรรค์ประชารักษ์
15. บริษัท ไบโอ โมเลกุลาร์ แลบบอราทอรีส์ (ประเทศไทย)
16.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร (ฝ่ายไทย)
17.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร (ฝ่ายสหรัฐอเมริกา)
18. สำนักป้องกันและควบคุมโรคเขตเมือง
19. สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 4 สระบุรี
และ 20. รพ.นครปฐม.

กองทัพ เลื่อนเกณฑ์ทหาร หนีการระบาดไวรัสโควิด-19

ประเด็นน่าสนใจ

  • เลื่อนเกณฑ์ทหาร จาก 1-12 เม.ย. เป็น 16-26 เม.ย.2563
  • หวังเตรียมความพร้อมหาสถานที่ในช่วง COVID -19 ระบาด
  • สำหรับจำนวนทหารเกณฑ์ที่กองทัพต้องการ อยู่ที่ 97,324 คน

รายงานข่าวแจ้งว่า การประชุมกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการเหล่าทัพ เพื่อพิจารณาหามาตรการลดกระทบการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ต่อการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการ หรือการเกณฑ์ทหาร ประจำปี 2563 ว่า

ที่ประชุมได้มีมติเลื่อนวัน-เวลา การเกณฑ์ทหารออกไป เพื่อลดผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 จากเดิมที่มีกำหนดการเกณฑ์ทหาร วันที่ 1-12 เม.ย.2563 เป็นวันที่ 16-26 เม.ย.2563

ซึ่งสาเหตุของการประกาสเลื่อนวันเกณฑ์ทหารดังกล่าว ก็เพื่อให้กองทัพมีความพร้อมในการเตรียมสถานที่ในหน่วยทหารทั้งหมด ในการใช้เป็นหน่วยตรวจเลือกเพราะเป็นพื้นที่เปิด มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ทดแทนสถานที่เดิมซึ่งเคยใช้ โรงเรียน วัด และห้องประชุมเป็นสถานที่ตรวจเลือก

รวมถึงการจัดบุคลากรในคณะกรรมการตรวจเลือกทั้งจากฝ่ายทหาร สัสดี และแพทย์ทหาร ให้มากขึ้น ซึ่งการเพิ่มเติมนี้ต้องขอรับการสนับสนุนแพทย์เพิ่มเติมนอกโรงพยาบาลทหารนอกจากนี้ ยังได้มีแนวทางในการลดความแออัดของสถานที่ โดยให้หน่วยรับผิดชอบดำเนินการในเรื่องคนผ่อนผันประมาณ 1 แสนคนให้แล้วเสร็จ

โดยผู้ที่ขอผ่อนผันไม่ต้องมาแสดงตน ณ หน่วยตรวจเลือกส่งผลให้ผู้ที่ต้องเดินทางมาที่หน่วยมีแค่ผู้ที่ต้องมาเกณฑ์เพียง 350 คนต่อหน่วย/ต่อวันสำหรับผู้ที่มีเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิดตามที่มีใบรับรองจากโรงพยาบาลกองทัพบกให้เร่งดำเนินการกรรมวิธีให้เร็วที่สุด

ขณะเดียวกัน ยังให้ เหล่าทัพประชาสัมพันธ์ให้ทหารกองประจำการสมัครใจขอเลื่อนกำหนดปลดเป็นกรณีพิเศษระยะเวลา 1 ปี

โดยกระทรวงกลาโหมจะมอบคะแนนเพิ่มร้อยละ 5 หากสามารถไปสอบเข้าโรงเรียนนายสิบทหารในอนาคตซึ่งให้หน่วยขึ้นตรงกองทัพบกได้ส่งรายชื่อทหารกองประจำการที่สมัครใจอยู่รับราชการต่ออีก 1 ปีภายในวันที่ 30 มี.ค.นี้

สำหรับยอดทหารกองเกินเข้าเป็นทหารกองประจำการที่เหล่าทัพต้องการในปีนี้จำนวน 97,324 คนซึ่งน้อยกว่าปี 2562 ประมาณ 4,500 คน เนื่องจากมียอดของทหารที่ยังอยู่ในประจำการเหลื่อมปีมีอยู่จำนวนหนึ่ง

ข้อมูลข่าวจาก Wassana Nanuam