สำนักงาน ก.พ. ประกาศเลื่อนสอบ ภาค ก. หนีไวรัสโควิด-19

ประเด็นน่าสนใจ

  • การสอบดังกล่าวจะมีในวันที่ 29 มี.ค.นี้แต่ให้เลื่อนออกไป
  • หากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ดีขึ้นก็จะแจ้งวันสอบอีกครั้ง

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (7 มี.ค.2563) สำนักงาน ก.พ. ได้ออกประกาศแจ้งเลื่อนการสอบภาค ก. การจัดสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป สำหรับส่วนราชการต่าง ๆ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ในวันที่ 29 มี.ค.นี้ออกไปอย่างไม่ไม่กำหนด จนกว่าสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จะดีขึ้น จากนั้นค่อยประกาศกำหนดวันสอบใหม่อีกครั้ง

โดยระบุว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสดังกล่าวเป็นโรคติดต่ออันตราย เพื่อให้การเฝ้าระวังและการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมิให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

ในการนี้ สำนักงาน ก.พ. ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และได้ร่วมหารือกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ รัดกุม โดยอยู่บนพื้นฐานของความห่วงใยต่อชีวิตของผู้สมัครสอบทุกท่านรวมทั้งความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม

จึงขอเลื่อนการจัดสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป สำหรับส่วนราชการต่ง ๆ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จากเดิมกำหนดวันที่ 29 มีนาคม 2563 ตามประกาศข้างต้นออกไปก่อน จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVD-19) พันไป ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ จะกำหนดวันสอบและแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง

สรุปแถลง สธ. โควิด-19 วันที่ 07/03/2563 | 11.05 น.

สรุปสถานการณ์ไวรัสโคโรน่า 2019

สถานการณ์ในไทย

  • พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม 2 ราย เป็นกลุ่มเดียวกับเคสก่อนหน้า 2 ราย ที่กลับมาจากอิตาลี ซึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ทางเจ้าหน้าที่ติดตาม

    รายแรก ชายไทย อายุ 40 ปี ไปดูงานที่อิตาลี เริ่มป่วยวันที่ 5 มีนาคม 2563 ตอนนี้รักษาตัวที่โรงพยาบาลราชวิถี
    รายที่สอง คนไทยอายุ 40 ปี ตอนนี้รักษาตัวที่โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี

ทั้ง 2 คนเป็นกลุ่มที่ไปดูงานที่อิตาลี ซึ่งทาง สธ. ได้ติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิดทุกคน

  • ประเทศไทยอยู่ที่ 25 ของโลก
  • รวมผู้ป่วยรักษาหายกลับบ้าน 31 ราย
  • รวมรักษาตัวในโรงพยาบาล 18 ราย
  • รวมผู้ป่วยเสียชีวิต 1 ราย
  • รวมยอดผู้ป่วยสะสม 50 ราย

ระบบการคัดกรอง (5 มี.ค. 63)

  • ตอนนี้คัดกรองไปแล้ว 79669 ราย
  • สะสมรวมแล้ว 4,358,884 ราย
  • อยู่ในข่ายเฝ้าระวัง 4,234 ราย

อัปเดต! ช่องทางติดต่อโทร 1422

  • ตอนนี้มีโทรเข้ามาแต่ละวันเกือบ 2000 สาย (ได้รับการร้องเรียนว่าไม่สามารถโทรเข้าได้)
    “ต้องขออภัยในความไม่สะดวกตรงนี้ด้วยนะครับ”
    คู่สายมาเยอะจริงๆและเจ้าหน้าที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

แนวทางแก้ไขปัญหา คือ ให้ติดต่อ

เรื่องหมอโอ๊ต

  • ทางสธ. ยังไม่ทราบเลยว่า ชื่อ-สกุล อะไร? ทำงานที่ไหน? ไปทำอะไร? ทางสธ. ยังไม่ได้ตั้งกรรมการสอบอะไรเลยนะครับ

กรมวิทย์ฯ ย้ำ ‘ทิชชู’ ไม่เหมาะสม นำทำหน้ากากอนามัย

ประเด็นน่าสนใจ

  • เหตุเป็นวัสดุที่สามารถดูดฝุ่นละออง หากสูดดมเข้าไปอาจเป็นอันตรายได้
  • วอนอย่าส่งต่อการทำหน้ากากอนามัยจากทิชชู่ ป้องกันการเข้าใจผิด

ดร.ภูวดี ตู้จินดา หัวหน้ากลุ่มวัสดุธรรมชาติและเส้นใย และโฆษกกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า จากข้อมูลสื่อออนไลน์มีการแชร์คลิปการนำกระดาษอเนกประสงค์ และกระดาษทิชชูมาทำหน้ากากสำหรับใช้ในแต่ละวัน

ขอย้ำว่า ไม่แนะนำให้แชร์ข้อมูลนี้และทำตาม เนื่องจากลักษณะของกระดาษนั้นเกิดการประสานกันของเส้นใยเซลลูโลส ซึ่งก็จะมีช่องว่างอุดด้วยสารเติมแต่ง (filler) เพื่อเพิ่มคุณสมบัติต่างๆ

อีกทั้งกระดาษอเนกประสงค์ และกระดาษทิชชูยังมีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำด้วย ซึ่งเมื่อมีละอองเข้ามาเกาะจะถูกดูดซึมเข้าไปอยู่ในเนื้อกระดาษ โดยความสามารถในการดูดซึมขึ้นอยู่กับกระดาษอเนกประสงค์หรือกระดาษทิชชูที่นำมาใช้

นอกจากนี้กระดาษอเนกประสงค์ และกระดาษทิชชูบางเกรด มีการเติมสารฟอกนวลเพื่อ ช่วยให้สีดูขาวขึ้น หากใส่เป็นหน้ากาก มีความอับชื้นเป็นเวลานาน บางคนอาจแพ้และเกิดการระคายเคือง และเส้นใยอาจหลุดจากพื้นผิวเมื่อถูกเสียดสีขุยกระดาษที่สูดเข้าปอดไปก็อาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นหน่วยงานให้บริการวิเคราะห์ ทดสอบ วิจัย และให้คำปรึกษาด้านเยื่อและกระดาษแก่ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป โดยผลิตภัณฑ์ประเภทกระดาษทิชชู ประกอบด้วย กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า กระดาษเช็ดมือ กระดาษเช็ดปาก และกระดาษอเนกประสงค์ สามารถทดสอบได้ทุกรายการ ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(มอก.) กำหนด

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระดาษและเยื่อกระดาษ ได้ที่กลุ่มวัสดุธรรมชาติและเส้นใย กองวัสดุวิศวกรรม กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โทร. 02 201 7121
.
ที่มา : กรมวิทยาศาสตร์บริการ