เขาสันหนอกวัว ความท้าทาย ที่นักผจญภัยต้องลอง

**ทางอุทยานเปิดให้จองคิวสำหรับรอบเดือนมกราคม 2561 กันไปแล้วนะจ๊ะ ใครสนใจอยากขึ้นไปพิชิตเกาะเพจของอุทานไว้ให้ดีจ้า**

ในประเทศไทย มีแหล่งท่องเที่ยวแบบผจญภัยมากมายหลายแห่ง ไม่ว่าจะบุกป่า ฝ่าดง ปีนเขา ล่องแก่ง ก็มีให้เลือกท่องเที่ยวสารพัด ซึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี เป็นอีกแห่งที่โดดเด่นมากในเรื่องนี้ หลายคนอาจนึกถึงเขาช้างเผือกเป็นที่แรก แต่วันนี้ Travel MThai ขอพาคุณไปพบกับ เขาสันหนอกวัว แหล่งท่องเที่ยวปราบเซียน ท้าทายคนชอบลุย รับรองว่าถ้าไป คงได้มันส์กันแน่

เขาสันหนอกวัว ความท้าทาย ที่นักผจญภัยต้องลอง

เขาสันหนอกวัว เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดกาญจนบุรี มีระดับความสูงที่ 1,767 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ตั้งอยู่ทางเหนือของที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาแหลม อำเภอสังขละบุรี ในแนวเทือกเขาเขียว ที่เป็นป่าฝั่งตะวันตกของพื้นที่อุทยานฯ มีส่วนที่ติดต่อกับพื้นที่ป่าในเขตทุ่งใหญ่นเรศวร จึงมีความเป็นธรรมชาติค่อนข้างสมบูรณ์ สภาพป่ามีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น และยังคงมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ คำว่าสันหนอกวัว มาจากลักษณะของยอดเขาที่นูนออกมา รูปร่างคล้ายกับส่วนที่เป็นสันนูนบนหลังของวัว ที่เรียกว่าโหนก หรือหนอก

ภาพจาก painaidii.com

รูปภาพจาก อุทยานแห่งชาติเขาแหลม

เขาเขียว สันหนอกวัว เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เดินป่าขึ้นไปสัมผัสธรรมชาติ และชมทัศนียภาพจากบนยอดเขา การเดินทางขึ้นเขานั้นจะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เพื่อนำทางไปยังจุดที่สามารถตั้งแคมป์ได้ การเดินทางจะเริ่มจากเจ้าหน้าที่ขับรถนำไปยังจุดเริ่มเดินเข้าไปในป่า บริเวณเชิงเขาหัวโล้น ไม่ไกลจากที่ทำการอุทยานฯ จากนั้นต้องใช้การเดินเท้าขึ้นไปบนยอดเขา ​ที่จะต้องมีเจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ นำทางไปเท่านั้น ระยะทางจากด้านล่างไปยังจุดตั้งแค้มป์ ประมาณ​ 9 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาประมาณ 6-7 ชั่วโมง ไม่สามารถเดินทางไปกลับได้ภายในวันเดียวได้ จะต้องพักค้างแรม กางเต็นท์นอนบนเขา

การเดินทางขึ้นเขาควรเดินเกาะกลุ่ม ไม่ทิ้งห่างกันมาก ไม่เดินแยกไปตามลำพัง และควรเชื่อฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพราะการเดินป่าแห่งนี้ไม่มีเส้นทางให้เห็นชัดเจน อาจหลงป่า หรือเกิดอันตรายได้ การขึ้นเขาไปยังสันหนอกวัว สามารถขึ้นได้ตลอดทั้งปี ช่วงหลังหน้าฝน เริ่มเข้าหน้าหนาว เป็นช่วงที่เหมาะกับการเดินขึ้นเขา และจะได้เห็นหมอกบนยอดเขา หน้าฝนการเดินขึ้น-ลงเขา อาจจะลำบากกว่าลื่น เปียกแฉะ ควรสอบถามรายละเอียดจากเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ล่วงหน้า

เส้นทางในช่วงแรก จะเป็นการเดินผ่านป่าไผ่จากเชิงเขาด้านล่าง เป็นทางราบ มีต้นไม้สลับกับทางขึ้นเล็กน้อย บรรยากาศโดยรอบ ร่มรื่นจากต้นไม้ อากาศชุ่มชื้น เย็นสบาย แดดไม่ร้อนมาก จากนั้นก็จะเป็นการเดินไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ จุดนี้ยังมีต้นไม้ และร่มเงาไม้อยู่มาก แต่การเดินขึ้นเขาชัน ทำให้เหนื่อยง่าย ควรพกน้ำดื่มระหว่างทางไปด้วย หากมีไม้เท้า หรือไม้ค้ำเดิน ก็จะช่วยผ่อนแรงในการขึ้นเขาได้ เมื่อเดินขึ้นไปเรื่อยๆ จะเป็นบริเวณสันเขา ที่เริ่มเห็นวิวทิวทัศน์เบื้องล่าง และเมื่อถึงบริเวณลานกว้างบนยอดเขา จะเป็นจุดตั้งแคมป์ จากจุดนี้จะมองเห็นเขาเล็กๆ ที่ดูคล้ายสันหนอกวัวด้วยเหมือนกัน แต่สันหนอกวัวจริงๆ นั้นจะใหญ่กว่า ต้องเดินเลียบเชิงเขาต่อไปอีก

วิวบนยอดเขา เป็นภูเขาหญ้า คล้ายเขาช้างเผือก มีลักษณะเปิดโล่ง ไม่มีต้นไม้ใหญ่บังทัศนียภาพ จึงสามารถเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามได้สุดลูกหูลูกตา เห็นทะเลสาบจากเขื่อนวชิราลงกรณ์ และภูเขาสลับซับซ้อนเบื้องล่าง อีกมุมหนึ่งจะเห็นเขาเรดาร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ของกองทัพอากาศ สังกัดกระทรวงกลาโหม ที่จัดตั้งเป็นสถานีเรดาร์ เพื่อดูแลความปลอดภัยทางอากาศ เมื่อขึ้นไปถึงยอดแล้ว สิ่งที่ห้ามพลาดคือการได้ถ่ายกับป้ายผู้พิชิต “สันหนอกวัว” เพื่อเป็นที่ระลึกถึงการได้มาเยือนยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดกาญจนบุรี

นอกจากนี้ เราสามารถชมวิวทิวทัศน์ ถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก และเดินตามสันเขา ไหล่เขา เพื่อชมวิวในมุมอื่นๆ ได้ด้วย สิ่งดึงดูดอีกอย่างสำหรับนักท่องเที่ยว คือการได้มาชมดอกกุหลาบพันปี ที่ขึ้นบนยอดเขา และจะออกดอกบานสะพรั่ง ประมาณช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน ของทุกปี โดยทั่วไป อากาศบนยอดเขาเย็นสบายตลอดปี ช่วงเช้ามักจะมีหมอกปกคลุมไปทั่ว นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวกันในฤดูหนาว ประมาณเดือนธันวาคม – มีนาคม เพราะการเดินทางขึ้นเขาง่ายกว่าช่วงฤดูฝน ได้สัมผัสอากาศที่หนาวเย็น และทะเลหมอกบนยอดเขา

อุทยานแห่งชาติเขาแหลม จะเปิดรับจองขึ้นเขาสันหนอกวัว รอบเดือนมกราคม 2561 ในวันที่ 27 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมานี้ รับจองทางโทรศัพท์ 034-510-431 ช่องทางเดียวเท่านั้น เวลา 9.00 น.-16.30 น.

ข้อแนะนำ

– ผู้ที่ต้องการพิชิตยอดเขาเขียว สันหนอกวัว ควรจะมีความพร้อมทางด้านร่างกายเป็นอย่างดี ไม่มีปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องเข่า และขา เพราะเป็นการเดินขึ้นเขาสูงชัน
– ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่สบาย ควรใส่ปลอกแขน หรือเสื้อแขนยาว หญ้าหรือกิ่งไม้บาด ใส่กางเกงที่สบาย ไม่คับเกินไป ไม่ควรใส่ยีนส์ หรือขาสั้น รองเท้าไม่ควรคับเกินไป
– ควรเตรียมอุปกรณ์เดินป่าที่จำเป็นไปให้พร้อม เช่น ไฟฉาย ยาทาแผล และอื่นๆ โดยเฉพาะยากันยุง แมลง และทาก
– ควรเตรียมน้ำดื่ม และอาหารไปให้เพียงพอ
– ควรนำสัมภาระเท่าที่จำเป็นไปเท่านั้น เพราะเป็นการเดินทางระยะไกลเป็นเวลาเกือบครึ่งวัน รวมถึงมีเส้นทางที่เป็นการขึ้นเขาชัน
– ควรเชื่อฟังเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด ไม่เดินออกนอกเส้นทาง หรือเดินทางตามลำพัง
– ควรติดต่อเจ้าหน้าที่นำทาง และลูกหาบล่วงหน้า เพราะมีการจำกัดนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปบนเขาด้วย

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

อุทยานแห่งชาติเขาแหลม 
หมู่ 4 ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 71240 โทร. 034-546819

ภาพจาก khanchai74.thaimultiply.com

ขอบคุณที่มาและรูปภาพจาก : www.kanchanaburi.com,อุทยานแห่งชาติเขาแหลม

เรียบเรียงโดย : Travel MThai

เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 38 วันที่ 17-21 ม.ค. นี้ ณ สวนลุมพินี

เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 38
วันที่ 17-21 ม.ค. นี้ ณ สวนลุมพินี

เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวรับปีจอ 2561 กับมหกรรมท่องเที่ยวสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 38″ เข้าชมฟรี!! ไม่มีค่าใช้จ่าย ปลุกกระแส “ท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋สไตส์ลึกซึ้ง” ณ สวนลุมพินี ระหว่างวันที่ 17-21 ม.ค. 61 ตั้งแต่เวลา 12.00-22.00 น.

ภายในงานพบกับกิจกรรมท่องเที่ยวมากมาย มาชม ชิมอาหารถิ่น ช้อปสินค้าของดีจากทั่วประเทศไทย เพลิดเพลินไปกับคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง การแสดงทางวัฒนธรรม และโซนกิจกรรมไฮไลท์ต่างๆ โดยหนึ่งในนั้นก็คือ หมู่บ้าน 5 ภาค ซึ่งได้รวบรวมของดี ของเด่นจากทุกภูมิภาคของเมืองไทย มาจัดแสดงเพื่อสร้างการรับรู้เอกลักษณ์ในแต่ละพื้นถิ่น

สำหรับของดีของหมู่บ้าน 5 ภาค มีดังนี้

หมู่บ้านภาคเหนือ : เหนือฝัน ล้านแรงบันดาลใจ

มาในแนวคิด “อลังการล้านนาเรืองรอง” นำเสนอความรุ่งเรือง งดงาม สง่างาม ความสวยงามของวัฒนธรรมประเพณีที่โดดเด่นของภาคเหนือ วิถีชีวิตที่มีเอกลักษณ์และความร่วมสมัยของงานหัตถศิลป์ ที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ ผ่านการนำเสนอในโซนต่างๆ

Highlight:

  • ปราสาทล้านนาออกแบบจากสถาปัตยกรรมจองพารา
  • โซน ธรรมะสร้างแรงบันดาลใจ
  • โซน ชุมชนชาวเหนือ
  • โซน โครงการหลวง
  • โซน สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
  • เวทีรำวง เวทีต่อนยอน นำเสนอศิลปะการแสดงทั้งแบบดั้งเดิมและร่วมสมัย
  • โซน ป๊าดโซะ!! ของดี๊ดี๋ (OTOP)
  • โซน ฮักคาเฟ่ (กาแฟ)
  • โซน กาดม่วนใจ๋

หมู่บ้านภาคกลาง : สุขกลางใจใกล้แค่เอื้อม

มาในแนวคิด “วิถีถิ่น แผ่นดินทอง” (วิถีชุมชนในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา) นำเสนอรูปแบบวิถีความเป็นอยู่ของชุมชนในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ศิลปวัฒนธรรมที่เคยเป็นที่นิยมในอดีต

Highlight:

  • บ้านเรือนไทยภาคกลาง “บ้านขุนช้าง” จังหวัดสุพรรณบุรี
  • โซน “D.I.Y. สไตล์ภาคกลาง”
  • โซน งานวัด, ลิเกโรงใหญ่
  • โซน ตลาดย้อนยุค
  • โซน 15 ตลาดบก 16 ตลาดน้ำ
  • โซน ชุมชนเด่นภาคกลาง
  • โซน สาธิตสืบสานงานศิลป์(ช่างสิบหมู่)

หมู่บ้านภาคอีสาน : อีสานแซ่บนัว

มาในแนวคิด “Cool Isan” (วิถีถิ่น สู่วิถีเทรนด์) นำเสนออัตลักษณ์ตัวตนของชาวอีสาน ผ่านวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม งานประเพณี อาหาร ผ้าพื้นเมืองของชาวอีสาน ในมุมมองใหม่ๆ ที่มีความร่วมสมัยมากขึ้น

Highlight:

  • พญาศรีสัตนาคราช ประเพณีไหลเรือไฟ บายศรีพญานาค
  • โซน เที่ยวอีสานเหนือ -“เส้นทางท่องเที่ยวตามรอยพญานาค
  • โซน เที่ยวอีสานกลาง -“เส้นทางท่องเที่ยวตามรอยไดโนเสาร์”
  • โซน เที่ยวอีสานใต้ – “เส้นทางท่องเที่ยวตามรอยอารยธรรมขอม”
  • โซน “ธรรมะ ธรรมดา ธรรมชาติ”
  • โซน ลานแซ่บนัว “ชวนสะเดิด ระเบิดความแซ่บ”กับ อาหารพื้นบ้านอีสานรสเด็ด
  • โซน “DIY อีสานเฮ็ดมือ” และโซนการแสดงศิลปวัฒนธรรมต่างๆ

หมู่บ้านภาคตะวันออก : สีสันตะวันออก

มาในแนวคิด “Sea-fruit” ด้วยสีสันความอร่อยจากอาหารทะเล ผัก ผลไม้ขึ้นชื่อ และบรรยากาศท้องทะเลตะวันออกที่มีความทันสมัย ผ่านการนำเสนอในโซนต่างๆ

Highlight:

  • “Sea-fruit” ที่เป็นการผสมผสานระหว่างผลไม้และสัตว์จากท้องทะเล
  • โซน Seafood & Chef ชุมชน
  • โซน Fruit Market โซนอาหาร (วิถี…การกิน)
  • โซน วิถีชุมชน
  • โซน วิถี…ฝีมือไทย
  • โซน วิถีพอเพียง เป็นต้น

หมู่บ้านภาคใต้ : เที่ยวใต้ ได้อะไรมากกว่าที่คิด

มาในแนวคิด “เที่ยวใต้ ได้อะไรมากกว่าที่คิด” นำเสนอมุมมองใหม่ของการเดินทางท่องเที่ยวภาคใต้ ที่นอกจากจะมีทะเลที่สวยงามแล้ว ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมาย โดยมีโซนต่างๆที่น่าสนใจ

Highlight:

  • Street Art รูปปั้นนางเงือก ประติมากรรมปลาใบ ตู้ไปรษณีย์สูงใหญ่
  • โซน ตลาดใต้โหนด
  • โซน นิทรรศการ : ร่วมชมนิทรรศการถ่ายทอดอีกมุมมองของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  • โซน กิจกรรมสาธิต ชวนร่วมชมและร่วมลงมือทำกิจกรรมสาธิตที่น่าสนใจและหาดูได้ยาก อาทิ การจักสานจากต้นคลุ้ม จ.สตูล, การร้อยลูกปัดโนราเป็นเครื่องประดับ จ.พัทลุง
  • โซน เวทีหลัก : จำลองฉากหน้าผาหาดไร่เลย์ ในลักษณะ 3 มิติ

สุดยอดงานท่องเที่ยวไทย มางานเดียว เที่ยวครบจบคุ้ม! 17-21 มกราคม 2561 นี้ เวลา 12.00-22.00 น. ณ สวนลุมพินี

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก: Amazing Thailand, Thailand Festival

 

Food Trend เทรนด์อาหารที่กำลังมาในปี 2018

แฟชั่น เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ ต่างเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย หรืออาจจะหวนกลับมาอีกครั้ง ไม่เว้นแม้แต่อาหาร ก็มีเทรนด์ที่มาแรงในแต่ละปีเหมือนกัน หากพูดเทรนด์อาหารที่กำลังจะมาถึงในปี 2018 นั้น  บ้างอย่างอาจจะเคยได้ยินแต่ไม่เป็นที่นิยม แต่มันกำลังจะฮิตในปีข้างหน้า ให้เน้นในเรื่องของสุขภาพ คนรุ่นใหม่จะใส่ใจในสุขภาพมากยิ่งขึ้น ในเรื่องของอาหารจึงเป็นส่วนสำคัญอย่างแรกที่ควรคำนึงถึง ร้านค้าที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงในปีหน้าต้องเตรียมรับมือให้พร้อม มาดูกันว่า เทรนด์อาหารในปี 2018 จะมีอะไรบ้างค่ะ

Food Trend เทรนด์อาหารที่กำลังมาในปี 2018

Hybrid Food อาหารแบบลูกผสม

อาหารแบบลูกผสม คือเมนูที่ถูกผสมผสานกับอีกเมนูเพื่อให้เกิดรสชาติที่แปลกใหม่และอร่อยเข้ากันได้ดี การนำมาจับคู่จนเป็นเมนูใหม่ เทรนด์นี้ถูกนำมาจากเว็บไซต์ยูนิลีเวอร์ ที่คาดว่าจะมาแรงในปี 2018 โดยนำเมนูทั้งสองที่ได้รับความนิยมมารวมกันให้กลายเป็นอีกเมนู แต่ก็ไม่ทิ้งเแกลักษณ์โดดเด่นของกันและกัน อย่าง ซูชิบูริโต้ ที่นำเอาบูริโต้ อาหารแม็กซิกัน มามิกกับซูชิ เมนูแบบนี้น่าจะเป็นที่นิยมในปี 2018 อย่างแน่นอน

ขนมเพื่อสุขภาพ

คนสมัยนี้รักสุขภาพกันมากขึ้น เทรนด์ในเรื่องอาหารก็ต้องตามมาเช่นกัน อาหารทุกอย่างเน้นสุขภาพ ไม่เว้นแม้แต่ขนม ที่ขึ้นชื่อว่าขนม หลายๆ ต้องนึกถึงความหวานเป็นอันดับแรก แด่สาวๆ ที่ขาดขนมขบเคี้ยวไม่ได้ ต้องมีขนมเพื่อสุขภาพขึ้นมา เลยต้องยกธัญพืชมาเป็นของกินเล่น หรือผลไม้อบแห้ง ที่ไม่ผ่านขบวนการทอดจากน้ำมัน และไร้เครื่องปรุง หมดปัญหาเรื่องสุขภาพของคนกินจุกจิกไปได้เลย

อาหารจากธรรมชาติ

อาหารออร์แกนิค ที่ได้ยินจนติดหูมาในปีหลัง แต่ปีหน้าจะฮิตกว่าเดิมแน่นอน เพราะเทรนด์อาหารจะมาคู่กับเทรนด์รักสุขภาพ แน่นอนว่า ผักที่เรากินต้องเป็นผักออร์แกนิค และต้องได้มาตรฐาน สด สะอาด น่ารับประทาน แน่นอนว่า เมนูผักออร์แกนิค ต้องเป็นเมนูที่มีทุกร้าน เพื่อรองรับคนที่รักสุขภาพที่มีเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี

อาหารที่มีส่วนประกอบของดอกไม้

อาจจะฟังดูไม่ใหม่มากนัก เพราะสมัยคุณตาคุณยายก็นิยมนำดอกไม้มาทำเป็นอาหารอ แต่ในปีข้างหน้านี้จะได้รับความนิยมอีกครั้งในคนรุ่นใหม่ เพราะคนรุ่นใหม่จะหันมาใส่ใจธรรมชาติมากยิ่งขึ้น นอกจากมีสีที่สวย และกลิ่นหอม ยังมีประโยชน์อีกมากมายไม่แพ้ผักเลยค่ะ โดยสังเกตปีหลัง จะฮิตอาหารที่มีสีที่ทำจากสีธรรมชาติ อย่างอัญชัน กุหลาบ บีทรูท และอีกมากมาย ด้วยสีที่เป็นเอกลักษณ์และดึงดูดให้คนหันมากินมากยิ่งขึ้น และคาดว่าเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นในปีหน้า

Super Powders

ปีที่ผ่านมานิยมผงโปรตีนที่ใส่ลงไปในเครื่องดื่ม ช่วยเพิ่มพลังงานให้ร่างกาย สำหรับคนที่ชอบออกกำลังกายหนักๆ แต่ปีหน้าจะเปลี่ยนเป็นผงพืชผักแทน ย่าง ผงผักเคล ผงจากเห็ด ผงมาคาหรือโสมเปรู หรือผงสมุนไพร อย่าง ขิง ข่า สมุนไพรเหล่านี้ รู้ถึงคุณประโยชน์กันดีอยู่แล้ว หากจะให้มาเสริมในเครื่องปรุงและส่วนผสมในเมนูใหม่  ก็ไม่แปลกที่เทรนด์รักสุขภาพที่มาแรงเรื่อยๆ ในทุกปี จะพลาดเครื่องดื่มสมุนไพรไทย ที่ช่วยในเรื่องกระตุ้นระบบย่อยและช่วยต้านอนุมูลอิสระ

We eat purple

สีม่วงจากมันม่วงมาแรงเหลือเกิน และแรงข้ามปีอย่างมันม่วง ไม่ว่าขนมไทยหรือหรือเทศ ก็ไม่พ้นกระแสของมันม่วงไปได้ และที่จะมาแรงตามๆ มาคืออาหารที่มีสีม่วง อย่างกะหล่ำดอกสีม่วง บลูเบอร์รี่ หรือหน่อไม้ฝรั่งสีม่วง อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นสีม่วง จะมาแรงในช่วงปี 2018 เพราะว่าพืชผักผลไม้ที่สีม่วงจะช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวดูอ่อนวัย

เรียบเรียงโดย Food MThai

ที่มาจาก amarinacademy