หนาวนี้ไปตะลุยหิมะ 7 ประเทศในเอเชียกันเถอะ

1

หนาวนี้ไปตะลุยหิมะ 7 ประเทศในเอเชียกันเถอะ

หนาวนี้อยากออกไปเดินย่ำหิมะสักที่ ไปสัมผัสปุยหิมะนุ่มๆ หรือเล่นสกีท่ามกลางวิวสวยๆ ไม่ต้องจ่ายตังค์แพงบินไกลไปยุโรป เพียงแค่แถบเอเชียใกล้บ้านเราก็มีหิมะให้ได้ท้าความหนาวเย็นยะเยือกกันแล้ว เอาล่ะ เตรียมเสื้อโค้ทให้พร้อม ใส่ถุงมืออุ่นๆ แล้วไปตะลุยหิมะกับเรากันเลย

  1. เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

2

3

เครดิตรูป sapporo.travel

ถ้าใครเคยดูหนังเรื่องแฟนเดย์ คงจะติดใจหลงไหลและอยากไปเที่ยวฮอกไกโดกันแน่ๆ ฮอกไกโดเป็นเกาะอยู่ทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น ช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ จะมีอากาศหนาวเย็นมาก หิมะตกโปรยปราย อุณภูมิอยู่ที่ประมาณ 0 องศา ถึงติดลบ

4

5

ขอบคุณรูปภาพจาก: worldfortravel

และแน่นอนว่าพูดถึงฮอกไกโด จะไม่พูดถึง ทศกาลหิมะซัปโปโร (Sapporo Snow Festival) คงไม่ได้ เทศกาลหน้าหนาวสุดฮิตติดโผอันดับ 1 ในใจชาวญี่ปุ่นรวมถึงนักท่องเที่ยวทุกมุมโลก จัดขึ้นวันที่ 5-12 กุมภาพันธุ์ของทุกปี ที่สวนสาธารณะ Odori  ซึ่งแต่ละปีนั้น จะมีการจัดการแข่งขันการปั้นหิมะและแกะสลักน้ำแข็งเป็นรูปร่างต่างๆ ประเทศไทยเองก็ส่งคนลงแข่งขันทุกปี นอกจากนี้ยังมี การจัดสไลเดอร์หิมะ เขาวงกตหิมะ ลานสกีและลานหิมะ ให้ผู้ร่วมงานสนุกนานกันอีกด้วย แถมมีการเปิดไฟประดับน้ำแข็งยามค่ำคืน ทำให้เห็นประติมากรรมแข็งขันหลากหลายสีสัน สวยงามมากทีเดียว

****************************************************************************

  1. เมืองฮาร์บิน ประเทศจีน

6

ฮาร์บิน เป็นเมืองทางตอนเหนือของประเทศจีน ใกล้กับชายแดนรัสเซีย ได้รับฉายาว่าเป็น  ‘เมืองแห่งน้ำแข็ง’ เพราะมีฤดูหนาวที่ยาวนานถึง 6 เดือน เดือนที่หนาวสุดๆ คือธันวาคม-กุมภาพันธ์ บางครั้งอุณหภูมิลดถึง -40 องศา! เรียกว่าเสื้อผ้าต้องจัดเต็มตั้งแต่หัวจรดเท้า มีเท่าไหร่ขนไปให้หมด กิจกรรมที่ชาวเมืองนิยมทำกันก็คือ การเล่นสกี สโนบอร์ด และโชว์ว่ายน้ำในน้ำแข็ง เนื่องจากฮาร์บินมีแม่น้ำซงหัวไหลผ่าน เมื่ออากาศเย็นจัดทำให้น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง จึงมีการขุดทำเป็นสระ และจัดแข่งขันว่ายน้ำ เพื่อทดสอบความแข็งแรงของร่างกาย ท่ามกลางความเย็นยะเยือก

7

สิ่งที่ทำให้ฮาร์บินเป็นที่รู้จัก และดึงดูดคนจากทั่วโลก ก็คือ เทศกาลน้ำแข็งฮาร์บิน (Harbin Ice Festival) จัดทุกวันที่ 5 มกราคมของทุกปี ยาวไปจนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ไฮไลท์คือ ให้ยอดฝีมือนักแกะสลักน้ำแข็งจากหลายประเทศ มาโชว์ไอเดียความคิดสร้างสรรค์ ออกแบบน้ำแข็งเป็นรูปต่างๆ ซึ่งมีขนาดใหญ่มโหฬาร เช่น ปราสาท พระราชวัง กำแพงเมืองจีน ตลอดจนแลนด์มาร์คสำคัญๆ ของโลก และติดไฟประดับประดาปราสาทน้ำแข็งให้ส่องแสงสวยในตอนกลางคืน

****************************************************************************

  1. เมืองซาปา ประเทศเวียดนาม

8 9

ขอบคุณรูปภาพจาก: vietnamnet

อยากเห็นหิมะที่เมืองซาปา คงต้องวัดดวงซักหน่อย เพราะหิมะไม่ได้ตกทุกปี แต่ถ้าปีไหนหนาวจัดอย่างเดือนมกราคมปี 2559 หิมะก็จะตกลงมาอย่างหนัก ปกคลุมทั้งเมืองเป็นสีขาวโพลน แต่ถึงไม่ได้เห็นหิมะ เพื่อนๆ ก็สามารถสัมผัสกับอากาศหนาวเย็นได้ตลอดทั้งปี คือไปช่วงไหนก็หนาว เพราะเมืองตั้งอยู่บนหุบเขา แถมมีวิวธรรมชาติสวยๆ ให้ชม ทั้งทุ่งนาขั้นบันไดที่มีให้เก็บภาพอยู่ 2 หมู่บ้าน คือหมู่บ้านกัตกัต (Cat Cat Village) และหมู่บ้านต่าฟาน (Ta Van Village), น้ำตกซิลเวอร์ สูง 100 เมตรจากผาหิน, ชมทิวเขาน้อยใหญ่บนจุดชมวิวที่สูงที่สุดของประเทศ ตรามตอนพาส (Tram Ton Pass) ปิดท้ายด้วยเดินซื้อสินค้าพื้นถิ่น-อาหารการกิน จากชาวเขาเผ่าต่างๆ ทีตลาดเช้าซาปา

****************************************************************************

  1. เมืองเลห์-ดาลักห์ ประเทศอินเดีย

10 11

เลห์ เป็นเมืองหลวงของแคว้นลาดักห์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนทิเบตน้อยของอินเดีย มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลที่ 3,524 เมตร ถ้ามาช่วงฤดูหนาวเดือนพฤศจิกายน-ปลายเดือนเมษายน ทั้งเมืองจะกลายเป็นสวรรค์ของคนรักหิมะ หุบเขาสีน้ำตาลหรือแม้แต่ทางเดิน ถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาว แม่น้ำกลายเป็นธารน้ำแข็งทั้งผืน อุณหภูมิติดลบทั้งกลางวันและกลางคืน อากาศหนาวเย็นจัด เกิดทัศนียภาพที่ชวนหลงไหล อบอวลด้วยกลิ่นอายความเป็นทิเบต ที่เที่ยวสำคัญๆ เช่น เจดีย์สันติภาพ (Shanti Stupa) เจดีย์ใหญ่สีขาวสร้างโดยชาวญี่ปุ่นสร้าง เป็นจุดชมวิว 360 องศาที่สวยที่สุดจุดหนึ่งของเมืองเลห์, วัดสปิตุก ( Spituk Gompa ) เป็นวัดต้นแบบของวัดหลายแห่งในลาดักห์ มุมสูงของวัดนี้ ด้านหนึ่งสามารถมองเห็นการขึ้นลงของเครื่องบิน และอีกด้านเป็นที่ราบบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมริมแม่น้ำสินธุ

12

****************************************************************************

  1. ประเทศเกาหลีใต้

13 14

เกาะนามิ / เครดิตรูป isratravels.in

อยากไปสัมผัสหิมะสักครั้ง เอาแบบใกล้บ้านเราที่สุด เกาหลีใต้ก็คงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่วัยรุ่นอย่างเราๆ เลือกไป ซึ่งในช่วงฤดูหนาว เดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ อากาศที่นี่จะหนาวจัด หนาวเวอร์ๆ แถมมีหิมะตกด้วย คนส่วนใหญ่นิยมไปเล่นสกีและสโนบอร์ดกัน โดยเฉพาะในจังหวัดคังวอนโดเพราะมีสกีรีสอร์ทมากที่สุดในเกาหลีใต้ อยู่ห่างจากกรุงโซลเพียง 2-3 ชั่วโมง จะไปนอนฟินๆ ในรีสอร์ท หรือเล่นสกีเช้าไปเย็นกลับก็ได้ ส่วนใครที่ไม่ถนัดเล่นสกี เล่นแบบนั่งบนถาดเลื่อนแล้วไถลลงมาตามลานหิมะก็สนุกไปอีกแบบ

15

พระราชวังเคียงบ๊กกุง กรุงโซล / เครดิตรูป commons.wikimedia.org

****************************************************************************

  1. ยอดเขาข่ากาโบราซี ประเทศพม่า

19

เชื่อไหมล่ะ ว่าประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างพม่า ก็มีหิมะกับเขาด้วย!? แต่ต้องฟิตร่างกายสักหน่อยนะ เพราะเราจะพาเดินขึ้นไปบนยอดเขาข่ากาโบราซี ยอดเขาหิมะที่สูงที่สุดในอาเซียน สูง 5,881 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง อยู่ในจังหวัดปูเตา รัฐกะฉิ่น เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย เหตุที่เรียกว่ายอดเขาหิมะ ก็เพราะว่าที่นี่มีหิมะปกคลุมตลอดปี รวมถึงมีธารน้ำแข็งบนภูเขาด้วย เส้นทางขึ้นค่อนข้างลำบากไม่แพ้ขุนเขาอื่นๆ ในโลก จำเป็นต้องมีไกด์นำทาง และในรอบ 21 ปีที่ผ่านมา หลังจากมีผู้พิชิตยอดเขาคนแรกได้สำเร็จเมื่อปี 1996 ก็ยังไม่เคยมีใครพิชิตได้อีกเลย

17

****************************************************************************

  1. เมืองอูลาน บาตอร์ประเทศมองโกเลีย

18

ขอบคุณรูปภาพจาก: boredpanda

อยากสัมผัสความหนาวจัด ให้ไปที่ดินแดนนี้ “มองโกเลีย”  อย่างในเมือง อูลาน บาตอร์ (Ulaan Bator) เมืองหลวงของมองโกเลีย ช่วงหน้าหนาวอุณหภูมิติดลบต่ำสุดถึง -40 องศา  ถนน ทุ่งหญ้า ทะเลทราย หรือแม้แต่เกอร์ ซึ่งเป็นชื่อเรียกกระโจมที่พักของชาวมองโกเลีย ก็ถูกหิมะเกาะหนา มองอะไรก็เป็นสีขาวไปหมด ช่วงเวลาที่มาแล้วจะได้เจอหิมะฉ่ำๆ คือเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม

19

ขอบคุณรูปภาพจาก: linethaitravel

****************************************************************************

โอ้โห! รู้สึกหนาวสั่นกันขึ้นมาบ้างไหมคะ ถ้าอยากไปสัมผัสอากาศเย็นยะเยือก และสนุกสนานกับการเล่นสกี สโนบอร์ด หรือลากเลื่อนหิมะ ที่มาพร้อมกับหิมะโปรยปรายแบบนี้ รีบบุ๊คตั๋ว แพ็คกระเป๋า แล้วไปกันเลยค่ะ

 

เดินกินลมชมวิวทุ่ง ไม่ไกลกรุงที่ “ภูกะเหรี่ยง” ยลวิถีเกษตรพอเพียงตามรอยพ่อ

1

เดินกินลมชมวิวทุ่ง ไม่ไกลกรุงที่
“ภูกะเหรี่ยง” จ.นครนายก

เดินชิล นั่งเพลิน สูดอากาศสดชื่น พร้อมนั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ อย่างสบายอารมณ์ บนสะพานไม้ไผ่ ‘พราวภูฟ้า’ ที่ทอดยาวไปตามท้องนา ภายในบ้านไม้เก่าแก่สองชั้น ภูกะเหรี่ยง อีกหนึ่งที่เที่ยว unseen ของจังหวัดนครนายก เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีธรรมชาติ เรียนรู้ความเรียบง่ายของชีวิตตามรอยเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9

2

ชวนคนชอบเที่ยวสโลว์ไลฟ์ ไปชาร์จแบตจากธรรมชาติกันที่ “ภูกะเหรี่ยง” ตั้งอยู่ที่ตำบลศรีนาวา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ใกล้ๆ กรุงเทพฯ ขับรถไม่ถึงสองชั่วโมง ก็จะได้เห็นนาข้าวเขียวขจีเต็มท้องทุ่ง ในบรรยากาศสุดร่มรื่น พื้นที่โครงการ 60 ไร่เศษ มีลักษณะเป็นไร่นาสวนผสม แบ่งเป็นที่นา 50 ไร่ และสวนผลไม้ 10 ไร่ รวมถึงมี บ่อปลา บ่อน้ำกินน้ำใช้ กังหันวิดน้ำ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ โดยมีพระเอกเป็น สะพานไม้ไผ่พราวภูฟ้า ที่ทอดยาวไปจนสุดปลายทุ่งนาสีเขียวสดใส ตลอดทางเดินมีกระท่อมและแคร่ไม้ไผ่ให้นั่งพักเป็นจุดๆ ถ้าใครอยากได้ฟิวความเป็นชาวไร่ชาวนาเพิ่มอีกนิด ก็สามารถเช่าชุดม่อฮ่อมมาใส่ได้ในราคาเพียง 20 บาท

3

นอกจากจะได้ถ่ายภาพชิคๆ สไตล์บ้านๆ คู่สะพานไม้ไผ่และวิวสวยๆ แล้ว ที่นี่ยังมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านรัตนจัน เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กไว้เก็บสะสมข้าวของเครื่องใช้ในอดีตของบรรพบุรุษ 3 สกุล คือ จันลา,รัตนสุวรรณ,ฉัตรสุวรรณ และฉัตรปาโล ซึ่งล้วนเป็นเครื่องมือทำมาหากินของอาชีพเกษตรกร ช่างไม้ และแพทย์แผนโบราณ จัดแสดงไว้เป็นสัดส่วนบนชั้นสองของบ้านไม้เรือนไทย บอกเลยว่าควรเข้าไปชม เพราะปัจจุบันหาดูได้ยากแล้ว

4 5

สำหรับใครที่เดินชมจนหิว สามารถสั่งอาหารทานที่ภูกะเหรี่ยงได้เลย มีทั้งอาหารพื้นบ้านอย่างน้ำพริกผักลวก อาหารตามสั่ง ไข่กระทะ รับรองว่ารสชาติถูกปาก ราคาถูกใจ อยากรู้เป็นยังไง ต้องมาชิมเอง

ก่อนกลับบ้าน อย่าลืมอุดหนุนสินค้าเกษตรแปรรูปและหัตถกรรมที่ผลิตโดยชาวบ้านภูกะเหรี่ยง วางจำหน่ายอยู่บริเวณชั้นล่างของบ้าน เช่น ข้าวหอมภูกะเหรี่ยง ขนมข้าวยาคู ผัก ผลไม้ จะซื้อกลับไปให้ตัวเองก็ดี หรือซื้อเป็นของฝากก็เก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร

ภูกะเหรี่ยง เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 8.00 – 18.00 น. เสียค่าเข้าชม 49 บาท แลกกับเครื่องดื่มฟรี 1 แก้ว เลือกเอาว่าจะลิ้มรส กาแฟ น้ำชง หรือน้ำสมุนไพร เรียกว่าจิบชุ่มคอ ชมทุ่งเพลิน ถ่ายรูปยาวๆ จนไม่อยากกลับบ้านเลยล่ะ

7

ขอบคุณรูปภาพจาก: ภูกะเหรี่ยง

 

10 สนามบินสวยที่สุดในโลก

1

10 สนามบินสวยที่สุดในโลก

ปัจจุบันคงหลีกเลี่ยงการเดินทางโดยเครื่องบินได้ยาก เพราะทั้งสะดวก และรวดเร็ว แค่อึดใจเดียวก็ไปถึงจุดหมายปลายทางแล้ว และสนามบินแต่ละประเทศ จึงถูกสร้างด้วยความสวยงามและคำนึงถึงความสะดวกสบายของผู้เดินทางเป็นหลัก วันนี้เรามาดูกันว่า สนามบินในแต่ละประเทศทั่วโลก มีที่ไหนบ้างสวยโดนใจ มีดีไซน์แปลกตาโดดเด่น จะมีสนามบินสุวรรณภูมิบ้านเราไหมนะ?

1.สนามบินคันไซ, โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

2

2.บริเวณ Terminal 3, สนามบินปักกิ่ง ประเทศจีน

3

3.สนามบินนานาชาติอินชอน ประเทศเกาหลีใต้

4

4.สนามบินนานาชาติดูไบ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

5

5.สนามบินมาร์ราเกช เมนารา, ประเทศโมรอคโค

6

6.สนามบินนานาชาติเดนเวอร์ โคโลราโด, ประเทศสหรัฐอเมริกา

7

7.สนามบินบิลเบา, ประเทศสเปน

8

8.สนามบินคาร์รัสโก มอนเตวิเดโอ, ประเทศอุรุกวัย

9

9.TWA Terminal สนามบินนานาชาติ จอห์น เอฟ เคนเนดี นิวยอร์ค,

ประเทศสหรัฐอเมริกา

10

เครดิตรูป James Vaughan

10.Terminal 4 สนามบินนานาชาติมาดริดบาราคัส, ประเทศสเปน

11

เป็นอย่างไรกันบ้าง แต่เชื่อว่าสนามบินแต่ละแห่งไม่ใช่แค่สวยอย่างเดียวแน่ๆ เพราะยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากมาย และเชื่อว่ายังมีสนามบินอีกหลายแห่งทั่วโลก ที่สวยไม่แพ้ 10 สนามบินข้างต้นที่เราเอามาให้ชมกันอย่างแน่นอน ที่แน่ๆสนามบินสุวรรณภูมิของไทยเราก็สวยเหมือนกันนะ^^