เตรียมเปิด โครงการ “ล้ง 1919” (LHONG 1919) แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

1

ล้ง 1919” (LHONG 1919)

ท่าประวัติศาสตร์ศิลป์ไทย-จีน

แหล่งศิลปวัฒนธรรมแห่งใหม่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

โครงการ “ล้ง 1919” (LHONG 1919) คือ โครงการแหล่งท่องเที่ยวเชิง Heritage โดดเด่นด้วยศิลปะเชิงอนุรักษ์ ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ไทยจีน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบไปด้วยส่วนประกอบสำคัญดังนี้

2

ล้ง 1919

3

  1. ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว (MAZU) คลองสาน อายุมากกว่า 167 ปี สิ่งศักดิ์สิทธิ์และศูนย์รวมใจ ของชาวจีนในแผ่นดินไทย
    2.อาคารจัดงานอีเว้นท์ หรืองานเลี้ยงสังสรรค์ต่างๆ
    3.ลานกิจกรรมกลางแจ้ง
    4. Co-Working Space
    5. ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดีไซน์ งานฝีมือ จากศิลปินร่วมสมัยรุ่นใหม่
    6. ร้านอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำ อาทิ ร้านนายห้าง, ร้านอาหาร โรงสี, ร้านกาฟงกาแฟ ฯลฯ
    7. บริเวณที่นั่งพักผ่อนระเบียงริมแม่น้ำเจ้าพระยา
    8. ท่าเรือสัญจรทางแม่น้ำเจ้าพระยา
    9. ศิลปวัฒนธรรม อาทิ อาคารไม้สถาปัตยกรรมจีนโบราณ, ภาพจิตรกรรมฝาผนังจากปลายพู่กันจีน
    10. ท่าเรือหวั่งหลี ซึ่งเป็นท่าเรือส่วนบุคคลสำหรับเดินทางทางน้ำมายัง “ล้ง 1919” โดยเฉพาะ

4

มุมร้านอาหาร (Eatery Zone)

*****************************************

“ล้ง 1919” ท่าประวัติศาสตร์ศิลป์ไทย-จีน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

จุดเชื่อมความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกว่า 167 ปี

5

อาคารไม้

หากใครเคยมีโอกาสล่องเรือริมแม่น้ำเจ้าพระยาชมความสวยงามของ 2 ฝั่งน้ำ ต้องเคยสังเกตเห็นพื้นที่อันเก่าแก่ของตระกูล “หวั่งหลี” ที่ยังหลับใหลอยู่เป็นเวลานาน แต่ใครจะรู้ว่าพื้นที่แห่งนี้มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ไทยมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ในนาม ท่าเรือ “ฮวย จุ่ง ล้ง” สถานที่อันที่เป็นจุดเชื่อมความสัมพันธ์อันรุ่งเรือง ในช่วงยุคทองของการค้าระหว่างไทย-จีน นับแต่นั้นมา เมื่อกาลเวลาผ่านไป การค้าทางเรือถูกเข้ามาแทนที่ด้วยการคมนาคมอื่นๆ ที่ทันสมัยขึ้น ท่าเรือแห่งนี้จึงถูกลดบทบาทลง กระทั่ง วันเวลาเดินทางมาถึงวันนี้ ตระกูล “หวั่งหลี” ในฐานะเจ้าของ ต้องการพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมไทย-จีน ปลุกชีวิตมรดกของบรรพบุรุษที่หลับใหลให้ตื่นคืนชีวิตชีวาอีกครั้ง ในนาม “ล้ง 1919” (LHONG 1919) ท่าประวัติศาสตร์ศิลป์ไทย-จีน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมี คุณรุจิราภรณ์ หวั่งหลี ผู้ก่อตั้งโครงการ รับหน้าที่ในการสร้างสรรค์

6

บ้านหวั่งหลี

7

หัวเรือใหญ่ คุณรุจิราภรณ์ หวั่งหลี ผู้ก่อตั้งโครงการ “ล้ง 1919” (LHONG 1919) กล่าวว่า “ด้วยความรัก ความภาคภูมิใจ และหัวใจอนุรักษ์ ของลูกหลานตระกูล หวั่งหลี นำมาสู่โครงการ “ล้ง 1919” ที่เป็นมากกว่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกของครอบครัว อีกทั้ง คือการดำรงรักษามรดก เชิงศิลปวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ศิลป์อันเป็นมรดกของชาติ และมรดกของโลกสืบไป

8

คุณรุจิราภรณ์ หวั่งหลี ผู้ก่อตั้งโครงการ “ล้ง 1919

ครั้งนี้ทุกคนในบ้านหวั่งหลีต่างเห็นพ้องกันว่า เห็นควรแก่การปลุก “ฮวย จุ่ง ล้ง” ที่หลับใหลมาเป็นเวลายาวนาน ให้ตื่นขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง และในขณะเดียวกัน ก็ยังคงรักษารูปร่างหน้าตาแบบดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งสร้างครั้งแรก เมื่อได้บูรณะขึ้นมาแล้ว เราจึงอยากเปิดให้เป็นพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนภายนอก นักเรียนนักศึกษา รวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ได้เข้ามาเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ ที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ ผ่านศิลปะและวัฒนธรรมของชาวจีนโพ้นทะเล ตั้งแต่ครั้งสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งโครงการนี้เป็นการบูรณะเชิงอนุรักษ์ ที่ยึดหลักการรักษาโบราณสถานให้คงสภาพงดงามตามสภาพให้ได้มากที่สุด ด้วยการใช้วิธีการบูรณะและวัสดุแบบโบราณ เช่น ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังบริเวณรอบวงกบประตูและหน้าต่าง บูรณะด้วยการใช้สีที่ตรงกับของเดิม ค่อยๆ บรรจงแต้มเติมรอยจางให้ชัดขึ้น โดยไม่ได้เอาสีสมัยใหม่เข้าไประบายทับหรือวาดเพิ่มเติม หรืออย่างเช่น การบูรณะผนังอิฐ ส่วนที่แตกร่อนก็คงสภาพไว้ตามนั้น บูรณะโดยการใช้ปูนจากธรรมชาติแบบโบราณมาบูรณะช่วงรอยต่อที่แตก เพื่อไม่ให้ปูนหลุดร่อนไปมากกว่าเก่า ส่วนโครงสร้างไม้สักนั้น ส่วนไหนที่ชำรุดก็นำไม้จากส่วนอื่นๆ ของอาคารมาต่อเติม โดยไม่ทิ้งไม้เก่า เราตั้งใจและทุ่มเทอย่างเต็มที่ เพื่อให้ “ล้ง 1919” (LHONG 1919) กลายเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมไทยจีน ที่นอกจากจะเป็นความภูมิใจของลูกหลานตระกูลหวั่งหลีเองแล้ว ยังรวมถึงลูกหลานชาวไทยจีนทุกคนด้วย”

9

อาคารไม้ในอดีต

10

อาคารไม้ก่อนบูรณะ

15

อาคารไม้ระหว่างบูรณะ

คุณรุจิราภรณ์ ฉายภาพย้อนให้ฟังเพิ่มเติมว่า “หากกล่าวย้อนกลับไปถึงยุคทองของการค้าไทย-จีน ต้องมองย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 4 เพราะหลังจากมีการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ซึ่งมีสาระสำคัญในการเปิดฉากการค้าเสรีกับต่างประเทศในสยามประเทศ ตั้งแต่นั้นมา พ่อค้าต่างประเทศก็เข้ามาติดต่อค้าขายในประเทศไทยอย่างอิสระ เมื่อมีการเปิดเมืองท่า พระยาพิศาลศุภผล (ชื่น พิศาลบุตร) ริเริ่มลงทุนสร้างเรือกลไฟ ซึ่งคือเรือโดยสารหรือบรรทุกสินค้าที่ใช้ฟืนเป็นต้นเป็นเชื้อเพลิงมีขนาดใหญ่กว่าเรือไฟ นิยมใช้แล่นในทะเลหรือมหาสมุทร และได้สร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้น ประมาณปี พ.ศ.2393 (ค.ศ.1850) เป็นท่าเรือชื่อ “ฮวย จุ่ง ล้ง” เป็นภาษาจีน เขียนว่า    หมายถึง “ท่าเรือกลไฟ”สำหรับให้ชาวจีนที่เดินทางทางเรือมาค้าขายหรือย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากที่ประเทศไทยมาเทียบเรือ พร้อมลงทะเบียนชาวต่างชาติที่เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่โดยเฉพาะที่ท่าแห่งนี้

12

การบูรณะจิตรกรรมฝาผนัง

นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งการค้าธุรกิจ โดยตัวอาคารท่าเรือ              เป็นร้านค้า และโกดังเก็บสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น  จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง ฯลฯ โดยจอดเรือที่ท่าเรือด้านหน้า และนำสินค้ามาโชว์ในร้านในอาคาร เหมือนเป็นโชว์รูม ซึ่งนับเป็นท่าเรือกลไฟที่ใหญ่ที่สุดของไทย ในสมัยนั้น จนในปี พ.ศ.2462 (ค.ศ.1919) ตระกูล “หวั่งหลี” โดย นายตัน ลิบ บ๊วย ได้เข้ามาเป็นเจ้าของ อาคารท่าเรือ “ฮวย จุ่ง ล้ง” คนใหม่ต่อจาก พระยาพิศาลศุภผล (ชื่น พิศาลบุตร) และได้ปรับท่าเรือดังกล่าวให้กลายเป็นอาคารสำนักงาน และโกดังเก็บสินค้า สำหรับกิจการการค้าของตระกูลหวั่งหลี ต่อมาได้ปรับโกดังสำหรับเก็บสินค้าการเกษตรที่ขนส่งมาทางแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นที่อยู่อาศัยให้เช่าราคากันเองสำหรับพนักงานในพื้นที่เรื่อยมา”

13

โกดังเก็บสินค้าในอดีต

14

โกดังเก็บสินค้าที่จะปรับปรุงใหม่

นอกจากนั้น คุณค่าสำคัญอันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนจีนที่นี่ ที่เป็นศูนย์รวมใจ ได้แก่ “ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว” (MAZU) คลองสาน ที่ประดิษฐานอยู่คู่ “ฮวย จุ่ง ล้ง” มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนปัจจุบัน โดยเป็น              เจ้าแม่หม่าโจ้วโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ทำจากไม้ มี 3 ปาง ปางแรกคือปางเด็กสาว ให้พร              ด้านการขอบุตร ปางที่สองคือปางผู้ใหญ่ ให้พรในด้านการค้าขายเงินทองและ ปางที่สามคือปางผู้สูงอายุ ซึ่งเชื่อว่าท่านประทับอยู่บนสวรรค์ และมีเมตตาจิตสูง ซึ่งทั้ง 3 ปางนี้ เป็นองค์ที่ชาวจีนนำขึ้นเรือเดินทางมาจากเมืองจีน เมื่อมาถึงเมืองไทยจึงอัญเชิญประดิษฐานที่ศาลแห่งนี้ อายุเก่าแก่มากกว่า 167 ปี เวลาคนจีนเดินทางโพ้นทะเลมาถึงฝั่งประเทศไทย ก็จะมากราบสักการะท่าน เพื่อเป็นการขอบคุณที่ช่วยทำให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ และเมื่อจะเดินทางกลับไปประเทศจีน ก็จะมากราบลาเจ้าแม่ที่นี่เช่นกัน เจ้าแม่หม่าโจ้ว จึงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนจีนในแผ่นดินไทย ซึ่งคนจีนที่ทำการค้าในไทยจนเจริญร่ำรวยเป็นเศรษฐีก็ล้วนก่อร่างสร้างตัวมาจากที่นี่

15

ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว (MAZU) คลองสาน

นอกจากคุณค่าในฐานะสถานที่ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทยจีนแล้ว ยังเปี่ยมด้วยคุณค่าเชิงสุนทรียะด้านสถาปัตยกรรม “ฮวย จุ่ง ล้ง” ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมจีนซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ตัวอาคารก่ออิฐถือปูน พื้นและเครื่องหลังคาสร้างจากไม้เสาสร้างลักษณะป่องกลางที่คนจีนนิยม ลักษณะเป็นหมู่อาคารแบบ “ซาน เหอ หยวน” (  ) ซึ่งเป็นการออกแบบวางผังอาคารในแบบจีนโบราณ ลักษณะอาคาร 3 หลัง เชื่อมต่อกัน 3 ด้าน เป็นผังรูปทรงตัว U มีพื้นที่ว่างตรงกลางระหว่างอาคารทั้งสามหลังเป็นลานอเนกประสงค์ อาคารประธาน ด้านในเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว (MAZU) คลองสาน ส่วนอาคารอีก 2 หลัง ด้านข้างใช้สำหรับเป็นอาคารสำนักงานและโกดังสินค้า

16

อีกเสน่ห์ที่พลาดไม่ได้คือ การค้นพบภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้สีที่ฉาบทับไว้ ซ้ำไปมาหลายต่อหลายชั้นมาเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นการเขียนสีด้วยพู่กันลงบนผนังปูน จึงทำให้ภาพจิตรกรรมเหล่านั้นยังคงผนึกไว้และไม่ถูกลบหายไป กอปรกับลักษณะการออกแบบและขนาดของแต่ละห้องที่แตกต่างกัน สะท้อนให้เห็นว่าเป็นแหล่งศูนย์ช่างฝีมือของชาวจีนในอดีต

เหตุผลเหล่านี้ทำให้ “ฮวย จุ่ง ล้ง” มีคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์ เพราะนอกจากเป็นการรักษาไว้ซึ่งสมบัติของบรรพบุรุษ และสืบต่อให้ลูกหลานสืบไปแล้ว ยังเป็นสมบัติทางประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกัน ก็เป็นสมบัติของคนไทยด้วย ตระกูลหวั่งหลี ผู้เป็นเจ้าของถือครองตระหนักถึงคุณค่านี้ จึงมีเจตนารมณ์ที่จะรักษามรดกของบรรพบุรุษชิ้นนี้ไว้ให้คงอยู่ตราบนาน โครงการบูรณะ ท่าเรือ “ฮวย จุ่ง ล้ง” ขึ้น จึงได้ริเริ่มขึ้น สำหรับโครงการบูรณะเชิงอนุรักษ์พร้อมพัฒนาและปรับโฉมสู่บทบาทใหม่ ในฐานะ “ล้ง 1919” (LHONG 1919) ท่าประวัติศาสตร์ศิลป์ไทย-จีน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่อเนกประสงค์ สำหรับการจัดกิจกรรม นิทรรศการ งานเลี้ยงสังสรรค์ ร้านอาหาร – คาเฟ่ ร้านจำหน่ายสินค้าศิลปะและงานฝีมือของเหล่าศิลปินรุ่นใหม่ สถานที่พักผ่อน และพิพิธภัณฑ์ศึกษาประวัติศาสตร์ไทยจีนในอดีตบนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

สำหรับ โครงการ “ล้ง 1919” (LHONG 1919) ท่าประวัติศาสตร์ศิลป์ไทย-จีน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งอยู่บนถนนเชียงใหม่ เขตคลองสาน จะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการภายในต้นเดือนพฤศจิกายน 2560 ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ LHONG 1919 หรือ สอบถามข้อมูลได้ที่ 091-1871919

ที่ตั้ง: 248 ถนน เชียงใหม่ แขวงคลองสาน เขตคลองสาน
โทร: 081 994 4597
แผนที่ โครงการ “ล้ง 1919

17

 

ความเรียบง่ายและพอเพียงใน เครื่องเสวย ของในหลวง ร.9

1

ความเรียบง่ายและพอเพียงของพ่อหลวง ร.9 นั้น นอกจากเรื่องการดำเนินชีวิตแล้ว ยังรวมไปถึงเรื่องของเครื่องเสวยอีกด้วย เราจึงได้นำส่วนหนึ่งของบทความที่ คุณดวงฤทธิ์ แคลัวปลอดทุกข์ Food Stylist ได้เขียนไว้ โดยนำข้อมูลมาจากบทสัมภาษณ์คุณหญิงประสานสุข ตันติเวชกุล (ในขณะนั้น) ต้นเครื่องพระตำหนักจิตรลดาฯ จากหนังสือ ‘เครื่องต้น ก้นครัว’ ครัวจิตรลดา จัดทำโดยสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ไม่ระบุปีที่พิมพ์ มาเรียบเรียงให้ทุกท่านได้อ่านกัน

2

ความเรียบง่ายและพอเพียงใน เครื่องเสวย ของในหลวง ร.9

3

หนังสือ ‘เครื่องต้น ก้นครัว’

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ท่านเสวยง่ายค่ะ เสวยได้ทุกอย่างที่ตั้งเครื่องถวาย เพียงแต่ไม่ทรงโปรดรสจัดทุกประเภทเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องต้นเกี่ยวกับอะไร ไม่ลำบากเลย ไม่หนักใจเลยค่ะ ตัวอย่างนะคะ

อย่างมื้อเช้าจะเป็นข้าวต้มสองแบบสลับกันไป ระหว่างข้าวต้มเครื่องกับข้าวต้มกับ กับข้าวต้มนี่ก็ธรรมดามาก อย่างที่เรารับประทานกันนี่แหละค่ะ เช่น หัวไชโป๊วผัดไข่ ไข่เค็ม ยำปลาสลิด ผัดหนำเลี๊ยบ หรือไข่เจียว ทรงโปรดเสวยง่ายๆ เหมือนสามัญชน… ยำกุ้งแห้งจะต้องหั่นขิงเป็นฝอยใส่โรยลงไปด้วย หั่นพริกขี้หนูเป็นฝอย ถ้ามีเต้าหู้ยี้ก็จะมีพริกและมะนาวฝานเป็นชิ้นเคียงกันไปด้วย ตั้งเครื่องอะไรก็ทรงเสวยหมด บางมื้อมีถั่วลิสงคั่ว ปลาหมึกเค็มทอด ต้มจับฉ่าย เต้าหู้เค็ม และพวกพะโล้มีทั้งไก่ ทั้งหมูแล้วก็ไข่ด้วย…โดยทุกอย่างต้องรสกลมกล่อมพอดี ไม่จัดมากค่ะ”

จากบทสัมภาษณ์คุณหญิงประสานสุข ตันติเวชกุล(ในขณะนั้น) ต้นเครื่องพระตำหนักจิตรลดาฯ จากหนังสือ “”เครื่องต้น ก้นครัว” ครัวจิตรลดา จัดทำโดยสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ไม่ระบุปีที่พิมพ์

4

รูปภาพ “ข้าวต้มกับ” จากร้านอาหารไทย The Never Ending Summer Food stylist ; Duang-rithi Claewplodtook Photographer ; Vipa Vadi

น้ำพริกทรงโปรด

5

รูปประกอบ “น้ำพริก ปลาทูทอด” จากนิตยสาร HARPER’S BAZAAR THAILAND และนิตยสาร HARPER’S BAZAAR SPAIN Food Stylist; Duang-rithi Claewplodtook ช่างภาพ; Sansithi Koraviyothin

หม่อมหลวงเนื่อง นิลรัตน์ เคยเล่าไว้ในหนังสือ “ชีวิตในวัง” ว่า ในสำรับเครื่องเสวยเจ้านายในสมัยก่อน จะต้องมีปลาทูทอดพร้อมน้ำพริกต่างๆตามฤดูกาลขึ้นตั้งเครื่องทุกครั้งไป จะเสวยหรือไม่ไม่รู้ แต่ต้องมีทุกครั้งที่ตั้งเครื่องไทย โดยคนตั้งสำรับจะถอดก้างออกให้หมด เรียงด้านสันหลังปลาตั้งขึ้น อัดลงในหีบเงินแท้ที่รองด้วยใบตอง

พอหมดฤดูปลาทูแล้ว ก็หมดกัน
วิธีเก็บปลาทูไว้กินตลอดปีของคนโบราณ คือ ทอดให้เหลืองกรอบ อัดใส่ไหซอง เทน้ำมันหมูร้อนๆลงท่วมตัวปลาถึงปากไห ปิดฝา ยาซีเมนต์กันอากาศเข้า พระวิมาดาเธอฯ โปรดฯให้ห้องเครื่องทำไปประทานพระราชชายาเจ้าดารารัศมีที่เมืองเชียงใหม่ ไว้เสวยได้ตลอดปี เมื่อจะเสวยนำมาทอดใหม่ให้เหลืองกรอบ หอม อีกครั้ง

คุณหญิงประสานสุข ตันติเวชกุล ได่เล่าไว้ถึงน้ำพริกที่เป็นเครื่องเสวยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในหนังสือ “เครื่องต้น ก้นครัว” ครัวจิตรลดา ไว้ว่า

“ก็เป็นน้ำพริกมะขามบ้าง น้ำพริกมะขือพวงบ้าง น้ำพริกหนำเลี๊ยบ หรือบางทีก็น้ำพริกลงเรือ น้ำพริกกะปิปลาทูทอดนั้น เฉพาะอย่างยิ่งปลาทูพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดมาก เสวยได้บ่อยๆ ก่อนจะตั้งก็ต้องแกะก้างออกให้หมด ส่วนเครื่องจิ้มก็เป็นผักสดชุบไข่ทอด ผักดอง ขิงดอง เราต้องดองเองค่ะ หรือถ้าอย่างเป็นน้ำพริกมะม่วงก็คู่กับปลาสลิด น้ำพริกมะขามสดก็ต้องเป็นกุ้งต้มที่เราต้มเองนะคะ ไม่ใช่ซื้อที่เขาต้มไว้แล้วที่ตลาด เรื่องของความสะอาดนั้นเราระวังสุดชีวิตค่ะ”

“พริกกะเกลือ”

6

คุณหญิงประสานสุข ตันติเวชกุล เคยให้สัมภาษณ์เรื่องพริกกะเกลือที่ทรงโปรดเสวยไว้ในหนังสือ “เครื่องต้น ก้นครัว” ว่า

“…หรือแม้แต่กับข้าวพื้นๆ อย่างที่ชาวบ้านนิยมกันเป็นอาหารจานโปรดด้วยเหมือนกัน หรืออีกอย่างที่ชาวบ้านอาจไม่ค่อยนิยมทำกัน แต่เป็นเครื่องต้นบ่อย และเป็นของง่ายๆ

นั่นคือ พริกกะเกลือ… เป็นชื่อเฉพาะทั้งๆที่ไม่มีพริกเลยสักเม็ดเดียว

วิธีปรุง เอามะพร้าวมาคั่วให้เหลืองหอม ถั่วลิสงคั่วด้วย แล้วเอาใส่ครกตำกับเกลือจนละเอียด เนื้อมะพร้าวนั้นจะแตกมัน ต้องระวังรสให้พอดี อย่าให้เค็มมากนัก

ถ้าตั้งพริกกะเกลือล่ะก็ ข้าวสวยต้องร้อนๆ โปรดมากเชียวค่ะ

นอกจากทุกพระองค์จะเสวยง่ายๆ ธรรมดาๆ ตั้งอะไรก็เสวยอย่างนั้น ไม่เคยมีเสียงบ่น หรือติอะไรแล้ว ยังทรงประหยัดอีกด้วย…”

“หนำเลี๊ยบผัด”

7

รูปประกอบ “ข้าวต้มกับ” จากร้านอาหารไทย The Never Ending Summer จากนิตยสาร home & decor Food Stylist; Duang-rithi Claewplodtook ช่างภาพ; Vipa Vadi

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ท่านเสวยง่ายค่ะ เสวยได้ทุกอย่างที่ตั้งเครื่องถวาย เพียงแต่ไม่ทรงโปรดรสจัดทุกประเภทเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องต้นเกี่ยวกับอะไร ไม่ลำบากเลย ไม่หนักใจเลยค่ะ

ตัวอย่างนะคะ อย่างมื้อเช้าจะเป็นข้าวต้มสองแบบสลับกันไป ระหว่างข้าวต้มเครื่องกับข้าวต้มกับ…”

เรื่องของ ‘หนำเลี๊ยบผัด’ เป็นของชอบของนักรับประทานข้าวต้มกับทั้งนั้น คุณหญิงประสานสุขจึงให้คำอธิบาย ถึงวิธีปรุงหนำเลี๊ยบผัดที่เป็นพระเครื่องต้น ดังนี้

“หนำเลี๊ยบผัด ดิฉันลอกเปลือกแข็งออกก่อน แล้วจึงเลาะเอาแต่เนื้อมาสับ ทุบกระเทียมให้มากหน่อยแล้วเอาลงผัด เจือน้ำตาลทรายเพื่อตัดรสเค็มของเนื้อหนำเลี๊ยบ โรยด้วยกากหมูที่เราหั่นเล็กๆ เตรียมเอาไว้แล้ว ดิฉันเรียนได้ว่าทรงโปรดมาก และโปรดทุกพระองค์เลยค่ะ…”

‘ข้าวต้มเครื่อง’

8

รูปประกอบ “ข้าวต้มเครื่องจัดแบบวิทยาลัยในวังหญิง” จากปฏิทินกรุงไทยการไฟฟ้า ปี 2559 ซึ่งได้รับรางวัล “สุริยศศิธร” ประเภทปฏิทินดีเด่นด้านอนุรักษ์อาหารไทย Food Stylist; Duang-rithi Claewplodtook ช่างภาพ; Sansithi Koraviyothin

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ท่านเสวยง่ายค่ะ เสวยได้ทุกอย่างที่ตั้งเครื่่องถวาย เพียงแต่ไม่ทรงโปรดรสจัดทุกประเภทเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องต้นเกี่ยวกับอะไร ไม่ลำบากเลย ไม่หนักใจเลยค่ะ

ตัวอย่างนะคะ อย่างมื้อเช้าจะเป็นข้าวต้มสองแบบสลับกันไป ระหว่างข้าวต้มเครื่องกับข้าวต้มกับ

…ยิ่งข้าวต้มเครื่องด้วยแล้ว ก็ธรรมดาเหมือนกันอีกแหละค่ะ ข้าวต้มกุ้ง หมู ไก่ และก็ ปลา สลับกันไป แต่ดิฉันจะปรุงแต่งให้ดูแปลกตาไป บ้าง ก็อย่างชิ้นของกุ้ง หมู ไก่ หรือปลา โดยเราจะประดิดประดอยเป็นรูปทรงต่างๆ … แล้วก็ทุกพระองค์จะทรงเสวยหมดค่ะ…

สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงโปรดเสวยเพียงชามเดียว ไม่ตักเติมอีก เพราะฉะนั้นเมื่อตักทีแรก จะต้องกะให้พอดีกับภาชนะ หมดแล้วไม่ทรงเติม…พระองค์ท่านเสวยอย่างนี้ตลอดเวลา ไม่เคยเห็นตักซ้ำอีกค่ะ”

9

คุณหญิง ประสานสุข ตันติเวชกุล

ขอขอบคุณบทความ และภาพอาหารประกอบจาก คุณดวง Duang-rithi Claewplodtook , Duang-rithi Foodstylist และภาพประกอบจาก ร้าน The Never Ending Summer

 

10 เรื่องน่ารู้ภูกระดึง ยอดเขาที่ใคร ๆ ก็อยากไปพิชิต

1

ภูกระดึง ยอดเขาอมตะนิรันดร์กาลของจังหวัดเลย สัญลักษณ์แห่งการเดินป่าอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย สถานที่ท่องเที่ยวอันเป็นตำนาน มีความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์และสัตว์ป่า นักเดินทางรุ่นเก๋าต่างผ่านสมรภูมิกันมาหมดแล้ว แต่กาลเวลาเปลี่ยน อะไรหลาย ๆ อย่างก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วย แต่ถึงอย่างไร ความสวยงามของภูกระดึงแห่งนี้ ก็ไม่เคยหนีหายตายจากไปไหน …

10 เรื่องน่ารู้ภูกระดึง ยอดเขาที่ใคร ๆ ก็อยากไปพิชิต

2

Travel MThai ขอพาท่านไปพบกับ “10 เรื่องน่ารู้ภูกระดึง” สำหรับหรับนักเดินทางรุ่นใหม่ คนที่ยังไม่เคยไปก็ควรทราบข้อมูลเหล่านี้ไว้ เพื่อประโยชน์ในการเดินทาง ตอนนี้ภูกระดึงเปิดแล้ว พร้อมให้เหล่านักเดินทางทั้งหลายไปโลดแล่นผจญภัย ยิ่งในช่วงปลายฝนแบบนี้ รับประกันความโหด มันส์ ฮา แน่นอนครับ

  1. ซำ

3 4

ซำ แปลว่า บริเวณที่ต่ำที่มีน้ำไหลมารวมเป็นแอ่งขัง หรือเป็นที่ชุ่มชื่นมีน้ำใต้ดินมาก เช่น ที่ต่ำของเนินป่า ทางขึ้นภูกระดึงจะมีอยู่หลายซำ ถือเป็นจุดแวะพักระหว่างเดินทาง มีอาหารและเครื่องดื่มจำหน่ายพร้อม

  1. ลูกหาบ

5

แน่นอนว่าการเดินขึ้นภูกระดึง เราจำเป็นจะต้องพึ่งลูกหาบในการช่วยขนสัมภาระขึ้นภู เพื่อเซฟพลัง สะพายแค่กล้องกับของมีค่าเป็นพอ โดยค่าใช้จ่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 30 บาท จ่ายเงินที่ยอดภู ขาลงจ่ายที่ด้านล่างอุทยานฯ

  1. ราคาอาหารและเครื่องดื่ม

6

ราคาอาหารและเครื่องดื่มด้านล่างอุทยานคือราคาปกติ แต่เมื่อถูกนำขึ้นไปบนภู ราคาก็จะสูงขึ้นตามไปด้วยเนื่องจากค่าขนย้ายที่ยากลำบาก โดยในแต่ละซำน้ำเปล่าขวดเล็กจะราคา 25 บาท น้ำอัดลม 30 บาท อาหารตามสั่งจานละ 50 บาท ส่วนบนยอดภูในอุทยานฯ ราคาก็จะสูงเป็น 60-70 บาท แต่ปริมาณคุ้ม ต้องเข้าใจและเตรียมเงินไปให้พร้อม

  1. ร้านกาแฟไอน้ำ

7

ไม่มีให้เห็นบ่อย ๆ กับเครื่องชงกาแฟไอน้ำโบราณ แต่ที่ภูกระดึงมี หาดูไม่ได้ง่าย ๆ แถมอร่อยซะด้วย ใครอยากไปชิม เดินไปที่โซนร้านอาหาร อยู่ริมสุดเลยครับ

  1. หมูกระทะ

8

หลายคนทราบดีว่าภูกระดึงกับหมูกระทะนั้นเป็นของคู่กัน ทีเด็ดอยู่ที่น้ำจิ้ม แถมของก็สะอาด อร่อยถูกปากแน่นอน โดยมีให้เลือกหลายร้าน ราคาชุดละ 300 – 500 บาท ส่วนใครที่อยากทานเนื้อวัวต้องสั่งล่วงหน้าเท่านั้น

  1. กวางน้อย

9

เราสามารถพบเจ้ากวางได้ทั่วไปบนภู แต่มันจะออกมามากในตอนเย็นค่ำ เนื่องจากได้กลิ่นอาหารที่เราทาน ฮ่า ๆ นักท่องเที่ยวก็อดไม่ได้ที่จะป้อนอาหารมัน เพราะกวางที่นี่จะคุ้นเคยกับคน ไม่ทำอันตรายใด ๆ

  1. ทาก

10

ถ้าคุณมาเที่ยวภูกระดึงหน้าฝน คุณจะต้องผจญกับทากจำนวนมหาศาล ที่พร้อมจะออกมาทักทายได้ทุกเมื่อ จงเตรียมเลือดในตัวของคุณให้พวกเขาด้วยล่ะ ถือเป็นการทำบุญให้กับสัตว์ตัวเล็ก ๆ อิอิ

  1. ช้างป่าและหมาใน

11

โอกาสที่คุณจะได้พบกับช้างป่าและหมาในมีน้อยมาก แต่ใช่ว่าจะไม่มีเลย ทางที่ดีควรปฏิบัติตามป้ายอุทยานอย่างเคร่งครัด อย่าเข้าไปในเขตหวงห้าม เพราะช้างป่าไม่ได้ใจดี น่ารัก เหมือนในปางช้างหรอกนะจ๊ะ

  1. ป๋าม่อน

12

โชคดีของแอดมิน ที่ในวันไปเป็นช่วงเดียวกับที่ป๋าม่อนขึ้นไปพอดี ชายวัยเก๋า ผู้พิชิตภูกระดึงมากว่า 80 ครั้ง ในตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี (ขึ้นครั้งแรก พ.ศ. 2519) เรียกว่าเป็นบุคคลในตำนานของภูกระดึงเลยก็ว่าได้ เพราะทุกคนบนภู ไม่มีใครไม่รู้จักป๋าม่อน

  1. เที่ยวฤดูไหนก็สวย

13

ภูกระดึง เที่ยวฤดูไหนก็สวย แม้จะบูมสุด ๆ ช่วงหน้าหนาว กับการชมวิวสุดอลังการของพระอาทิตย์ขึ้นและตก แต่หน้าฝนก็เป็นอีกโมเมนต์นึงที่คุณไม่ควรพลาด เพราะผืนป่าจะอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยแมกไม้นานาพรรณ และน้ำตกมีน้ำมาก ทำให้รู้สึกเย็นชุ่มฉ่ำ ถ่ายรูปออกมาสวยแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ “น้ำตกถ้ำใหญ่”

เรื่อง เรียบเรียง และถ่ายภาพโดย : Travel MThai