Seoul Sky ตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในกรุงโซล แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเกาหลีใต้!

1

Seoul Sky (โซล สกาย) ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโซล เขตชัมซิล (Jamsil) สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลอง 50 ปี เครือ Lotte Group ใช้เวลาก่อสร้างถึง 5 ปีด้วยกัน โดยเริ่มในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2011 และเสร็จในเดือนธันวาคม ปี 2016 จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ วันที่ 22 มีนาคม 2017 นี้แล้ว!

“Seoul Sky”
ตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในกรุงโซล
แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเกาหลีใต้!

2

Seoul Sky (โซล สกาย) ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโซล เขตชัมซิล (Jamsil) ซึ่งในเขตนี้ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตหลายที่ เช่น สวนสาธารณะจัมซิลฮันกัง (Jamsil Hangang Park) ชมวิวแม่น้ำฮันกัง, ลอตเต้เวิล์ด (Lotte World) สวนสนุกในร่มที่มีขนาดใหญที่สุดในโลก, ห้างลอตเต้เวิล์ด เป็นต้น

3

Seoul Sky (โซล สกาย) มีทั้งหมด 123 ชั้น ความสูงอยู่ที่ 554.5 เมตร หรือ 1,819 ฟุต ซึ่งตอนนี้ โซล สกาย ได้ติดอยู่ใน Top 5 ตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลก! โดยอยู่ในอันดับที่ 5 ตามหลัง ตึกศูนย์การเงินนานาชาติผิงอัน เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน (599 m หรือ 1,965 ft) ที่ขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 4 เปิดตัวเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา

4

ภายในของ Seoul Sky (โซล สกาย) นั้นเรียกได้ว่าเป็นศูนย์รวมทุกสิ่งอย่างทั้ง ที่อยู่อาศัย, โรงแรม, สำนักงาน, ห้องสัมมนา อีกทั้งเป็นศูนย์การค้า แหล่งชอปปิ้งแบบครบครันและทันสมัยสุดๆ เช่น แหล่งรวมเสื้อผ้าแฟชั่น แบรนด์เนม LOTTE DUTY FREE และความบันเทิงอีกมากมาย อาจจะใหญ่ที่สุดในกรุงโซลก็ว่าได้

5

อีกทั้งด้านบนสุดของตึกจะเป็นหอชมวิวเมืองสูงที่สุดในโซล และเป็นหอดูดาว Top 3 ของโลก! ซึ่งลิฟท์จะวิ่งขึ้นชั้นบนด้วยความเร็ว 10 เมตร / วินาที ซึ่งคาดการณ์กันว่าแลนด์มาร์คแห่งใหม่นี้จะสามารถดึงดูกนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก

Seoul Sky (โซล สกาย) ได้รับการบันทึกในสถิติโลกกินเนสส์ (Guinness World Records) 3 อย่างคือ

  • Sky deck ชั้น 118 เป็นหอชมวิวที่มีพื้นเป็นกระจกที่สูงที่สุดในโลก
  • ลิฟท์ Sky Shuttle เป็นลิฟท์โดยสารคู่ที่เร็วที่สุด ด้วยความเร็ว 10 เมตร / วินาที
  • และ Sky Shuttle ยังเป็นลิฟท์ที่ใช้งานในระยะทางที่ยาวนานที่สุด

8 6 7

นอกจากจะเป็นตึกระฟ้าที่มีความสูงมากๆ ตกแต่งทันสมัยแล้ว โครงสร้างของ ล็อตเต้เวิลด์ ทาวเวอร์ ก็ยังมีระบบความปลอดภัยในการก่อสร้างสูงเช่นกัน ทนต่อแรงกดและน้ำหนัก อีกทั้งยังทนต่อแรงของแผ่นดินไหวได้ถึง 9 แมกนิจูด และแรงลม 80 เมตร / วินาที

การเดินทาง : รถไฟใต้ดิน สาย 2 และ 8 ลงสถานี Jamsil
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 27,000 วอน  / เด็ก 24,000 วอน / Fast Pass 50,000 วอน (ทั้งเด็กและผู้ใหญ่)
เวลาทำการ : 09:30-23:00

ขอบคุณข้อมูล-รูปภาพ en.wikipedia.org, english.chosun.com , www.lwt.co.kr
เขียนโดย Travel Mthai

จิบกาแฟเสพงานศิลป์! ร้าน Gallery กาแฟดริป หอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ

1

มาสัมผัสถึงรสชาติของงานศิลปะกันเถอะ แม้แต่ในยุคที่มีแต่ความเร่งรีบลองมาพักสมองพักร่างกายให้ผ่อนคลายแค่ไม่กี่นาที รสชาติของศิลปะที่ว่านั้น นั่นก็คือกาแฟดริป หลายคนคงยังไม่รู้จักกาแฟดริป การดริปนั้นมันดีอย่างไร ตามมาดูกันที่ร้าน Gallery กาแฟดริป ร้านกาแฟเล็กๆ น่ารักอบอุ่นในสไตล์ฮิปสเตอร์อย่างแท้จริง

ร้าน Gallery กาแฟดริป หอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ

2

Gallery กาแฟดริป อยู่ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ชั้น 1 เดินทางมาสะดวกสบายๆ นั่ง BTS ลงสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ กาแฟในหอศิลปแบบนี้ก็ต้องเป็นกาแฟที่มีความ Art เป็นอย่างมาก การดริปกาแฟก็เป็นศิลปอย่างหนึ่ง พิถีพิถัดเพื่อให้ได้คุณภาพกาแฟ

3

การดริป คือ นำผงกาแฟ วางบนแผ่นกรองหรือดริปเปอร์ รินน้ำร้อนใส่ให้น้ำร้อนผสมกับผงกาแฟกลั่นออกมาเป็นกาแฟ ใช้เวลาประมาณ 3-4 นาที ต่อครั้ง รสชาติที่ได้จะนุ่มกว่ากาแฟทั่วไป

4

นอกจากกลิ่นกาแฟที่นำทุกคนมาถึงร้านนี้ และการตกแต่งร้านก็น่าดึงดูดด้วยเช่นกัน ทั่วร้านจะเห็นแก้วกาแฟดริปที่เป็นเอกลักษณ์ของทางร้านและเครื่องบดกาแฟขนาดต่างๆ อยู่ภายในร้าน แม้ร้านจะเล็กๆ แต่ก็มีโต๊ะให้นั่งเยอะ วางเต็มพื้นที่ไม่มีที่ว่าง ทั้งด้านนอกร้านและภายในร้าน

5

กาแฟที่ใช้เป็นกาแฟท้องถิ่นหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น  บ้านแม่จันใต้ เชียงราย อมก๋อย ของประเทศไทยเรา และยังมีกาแฟอีกหลายประเทศให้เลือกสั่ง ส่วนกาแฟดริปจะใช้เมล็ดกาแฟบ้านแม่จันใต้

6

กาแฟดริปบ้านแม่จันใต้ กาแฟร้อนกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์สุดๆ สำหรับคนที่ชอบกินกาแฟที่ไม่ปรุงแต่งอะไรเพิ่ม เสิร์ฟมาในแก้วเซรามิกที่ใส่น้ำอุ่นไว้เพื่อทำให้ให้แก้วมีอุณภูมิที่อุ่นอยู่ตลอดเวลา เวลาเทกาแฟร้อนๆ จะได้ไม่เสียอุณหภูมิ

7

กาแฟดริปใส่นม 70 บาท กาแฟดริปแบบเย็นและเพิ่มความนุ่มด้วยนม คนที่ชอบทานกาแฟแบบใส่นม ช่วยให้การกินกาแฟนี้ง่ายขึ้นสำหรับคนเพิ่งทานกาแฟใหม่ๆ

8

Coffee Jelly กาแฟวุ้น 90 บาท แบ่งเลเยอร์ ชั้นล่างเป็นวุ้นกาแฟ ด้านบนเป็นนมที่ตีฟองนุ่มๆ เพิ่มความหอมด้วยไซรัปกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ เวลากินให้เอาหลอดลงไปเจาะกับวุ้นแล้วดูดขึ้นมาเป็นเส้นๆ กินไปพร้อมๆ กับนม เมนูแปลกแต่อร่อย ถือว่าเป็นเมนู Signature ของที่นี่เลยก็ว่าได้

9

เอสเย็น 80 บาท เมล็ดกาแฟจากดอยช้าง เชียงราย รสนุ่มๆ ไม่แพ้กาแฟดริป กินง่าย หวานหอมอร่อย

10

ชาเขียวนม 65 บาท เมนูเย็นๆ ที่นอกจากกาแฟแล้วก็ต้องเป็นชาเขียวที่ไม่หวานมาก กลิ่นหอมของชาเขียวเตะจมูกรสชาติกลมกล่อม

11

เป็นร้านกาแฟดริปอีกหนึ่งร้านที่อยากจะแนะนำ รสชาติดี ใส่ใจในคุณภาพ งานดีงานเนี้ยบ ได้ใกล้ชิดงานศิลปะที่หอศิลปแบบนี้ หาที่ไหนไม่ได้แน่นอน

12

ที่อยู่: 107 ชั้น1 อาคารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) แขวงวังใหม่ เขต ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
เปิดทุกวัน(ยกเว้นวันจันทร์) 10.00 – 21.00 น.
โทรศัพท์: 081 917 2131

เรียบเรียงโดย Food M Thai

สีสันหมู่เกาะแฟโร ในแอตแลนติกเหนือ

1

สำหรับ หมู่เกาะแฟโร (Faroe Islands) บางคนอาจได้ยินชื่อเป็นครั้งแรก และไม่รู้ด้วยว่ามันอยู่ส่วนไหนของแผ่นที่โลก แต่ล่าสุด Travel.Mthai ว่าสาวๆ หลายคนคงอยากย้ายไปอยู่กันแน่ๆ เพราะเพิ่งมีข่าวออกมาว่า ที่นี่เกิดสภาวะขาดแคลนผู้หญิง และสาวไทยคือหนึ่งในประเทศที่หนุ่มๆต้องการอีกด้วย เพราะฉะนั้นเราจะพาไปทำความรู้จัก หมู่เกาะแฟโร ให้มากขึ้นกันค่ะ ตามมาๆ ..

สีสันหมู่เกาะแฟโร ในแอตแลนติกเหนือ

2

หมู่เกาะแฟโร เป็นประเทศในกลุ่มเกาะจำนวน 18 เกาะ ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ตั้งอยู่ระหว่างสกอตแลนด์ นอร์เวย์ และไอซ์แลนด์ หมู่เกาะแฟโรเป็นเขตการปกครองตนเองของเดนมาร์ก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491 โดยมีสถานภาพเหมือนกับกรีนแลนด์ มีอำนาจในการปกครองตนเองทุกด้าน ยกเว้นด้านการต่างประเทศและการทหาร ไม่มีกองทัพป้องกันตนเอง มีแต่เพียงหน่วยลาดตระเวนชายฝั่งเท่านั้น

3

หมู่เกาะแฟโร มีพื้นที่ประมาณ 1,399 ตารางกิโลเมตร มีชายฝั่งทะเลยาวรวม 1,117 กิโลเมตร ไม่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศใดๆ ในบรรดา 18 เกาะ มีเกาะเดียวของหมู่เกาะแฟโรที่ไม่มีคนอาศัยอยู่คือเกาะ Lítla Dímun

4

หมู่เกาะแฟโร มีความหมายว่า “เกาะแห่งแกะ” มีภาษาของตัวเองคือ “ภาษาแฟโร” แต่ภาษาราชการจะใช้เดนมาร์กควบด้วย มีสกุลเงินเป็นของตัวเองคือ “โครนาแฟโร” และมีเมืองหลวงคือเมือง “ทอร์สเฮาน์” มีระบอบกษัตริย์ และมีนายกรัฐมนตรีบริหารกิจการบ้านเมือง

5

เนื่องด้วยภูมิประเทศที่แตกต่าง ทำให้ หมู่เกาะแฟโรเป็นสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับในเรื่องของทัศนียภาพที่งดงาม หากดูภาพรวมจะพบว่าในแต่ละเกาะมีทั้งหุบเขา หน้าผาสูงชันทั้งที่ดิ่งลงทะเล และลาดเอียงเป็นแนวเนิน จะพบว่าประชาชนทั่วไปจะสร้างอาคารที่พักอาศัยตามริมน้ำ มีอาชีพหลักเป็นประมง และตามเนินทุ่งหญ้าก็มีไว้ทำปศุสัตว์ที่เลื่องชื่อก็คือการเลี้ยงแกะนั่นเอง

6

ในอดีตแกะเปรียบเสมือนทองคำของกลุ่มชาวแฟโร เพราะชาวแฟโรใช้ประโยชน์จากขนแกะอย่างมากมาย ขนแกะสามารถปกป้องพวกเขาได้จากทั้งแรงลมทะเล และป้องกันความหนาวเย็นในฤดูหนาวอันแสนจะหรรษาจากลมขั้วโลกเหนือที่พัดลงมา และนี่เองที่เป็นที่มาของชื่อหมู่เกาะแฟโร ที่แปลว่า “เกาะแห่งแกะ” นั่นเอง

7

ที่พักอาศัยของชาวแฟโรจะมีสีสันสดใส หากไปในช่วงฤดูร้อนที่ทุ่งหญ้าเขียวขจีแล้ว เหมือนว่าหลุดเข้าไปอยู่ในภาพเขียนเก็ไม่ปาน เห็นสีสันสวยสดงดงามแบบนี้ กว่าจะเป็นบ้านแต่ละหลังไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นเกาะ การเดินทางขนส่งอุปกรณ์ต่างๆ ก็ต้องขนมาทางเรือ หรือหาจะเดินทางหากันเองระหว่างหมู่บ้านภายในเกาะ บางทีก็จะต้องผ่านหุบเหวสูงชัน เรียกว่ากว่าจะติดต่อไปมาหาสู่กันได้ลำบากใช่เล่น แต่ดูเหมือนเป็นเสน่ห์ ที่เหล่านักผจญภัยต่างอยากสัมผัสที่นี่กัน…

8

9

ขอบคุณข้อมูลและภาพ : wiki / pichappy / amusingplanet.com / www.theatlantic.com

เรียบเรียงโดย : Travel MThai