ท่องโลกในมุมมองใหม่! กับ 10 ที่เที่ยวอันซีน ที่ต้องไปพิสูจน์ด้วยตา

01

หากคุณเบื่อที่จะเที่ยวตามเมืองฮอลิเดย์ยอดฮิต อยากหนีความจำเจของเมืองท่องเที่ยวตามกระแสยอดนิยม อยากไปชมเมืองแปลกๆ ที่เที่ยวใหม่ๆ ในทวีปต่างๆ รอบโลก Skyscanner มีพิกัดที่เที่ยวอันซีนที่น่าสนใจมาฝาก รับประกันได้ว่าแฟนพันธุ์แท้เมืองอันซีนไปแล้วต้องร้องว้าวแน่นอน!

ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong Delta) 
โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh) เวียดนาม (Vietnam)
02

ที่เที่ยวอันซีนใกล้ๆ บ้าน ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นชื่อเรื่องธรรมชาติริมสองข้างฝั่งแม่น้ำที่สวยงาม ที่สำคัญ ในบริเวณนี้ยังเป็นตลาดน้ำท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่คึกคักด้วยเรือขายของชาวบ้านท้องถิ่น เวลาที่เหมาะแก่การไปเยือน คือ ตั้งแต่ปลายฤดูฝน ต้นฤดูหนาว ตั้งแต่ราวเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป เพราะน้ำจะเต็มตลิ่งและได้เห็นธรรมชาติป่าไม้เขียวชอุ่มตลอดทาง

อุทยานแห่งชาติบ่อแก้ว (Bokeo National Reserve)
บ่อแก้ว (Bokeo) (ใกล้หลวงพระบาง) ลาว (Laos)
03

ป่าฝนอันอุดมสมบูรณ์ของลาว มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติสวยๆ หลายเส้น อุทยานฯ แห่งนี้นอกจะเป็นสวนป่าธรรมชาติขนาดใหญ่แล้ว ยังเป็นศูนย์อนุรักษ์พันธุ์ชะนีอีกด้วย เพราะอุทยานแห่งชาติบ่อแก้วนั้นเป็นแหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติของชะนีและได้มีการจัดตั้งศูนย์อนุบาลและรักษาชะนีที่บาดเจ็บหรือถูกกักขังจากพ่อค้าสัตว์ป่า

ในทุกๆ ปีจะมีการจัดกิจกรรมคืนชะนีสู่ป่าและกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวต้องห้ามพลาด คือ การค้างพักแรมบนบ้านต้นไม้เพื่อศึกษาและชมการดำรงชีวิตของฝูงชะนีในป่าธรรมชาติ นอกจากชะนีแล้วอุทยานแห่งชาติบ่อแก้วก็ยังเป็นจุดชมสัตว์ป่าอื่นๆ อีกเช่น ช้าง หมี ควายป่า เสือ และนกหลากพันธุ์ เวลาที่น่าไปเยือน คือ ช่วงปลายฝนต้นหนาวในราวปลายปี

อุทยานธรณีวิทยาภูเขาสายรุ้งตังเซีย
เมืองจางเย่ (Zhangye) จีน (China)
04

มหัศจรรย์ธรรมชาติสีสันสดใสสวยงามของภูเขาหินที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกเมื่อหลายล้านปี ผนวกกับอิทธิพลของกระแสลมและฝนนับพันๆ ปี จนก่อให้เกิดสีสันลดหลั่นตามแนวสันเขา

ภูเขาสายรุ้งตังเซียได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตมรดกโลกทางธรรมชาติเมื่อปี ค.ศ. 2010 และช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการไปเที่ยวชมความสวยงามที่นี่ คือ ช่วงเดือนพฤษภาคม-เดือนกันยายน เพราะอากาศไม่ร้อน ได้รับความชื้นจากลมฝน ที่สำคัญสีสันของภูเขาจะสวยที่สุดหลังฝนตก

ลูซอน (Luzon)
ใกล้กับมะนิลา (Manila) ฟิลิปปินส์ (The Philippines)
05

เป็นเขตมรดกโลกทางธรรมชาติของยูเนสโก เป็นที่ตั้งของแหล่งนาขั้นบันไดสวยงามมากมาย เช่น บานาเว (Banaue) บาตาด (Bataad) และบังกาน (Bangan) ร่วมชมความสวยงามของนาขั้นบันได ชมขั้นตอนการทำนาและวิถีชีวิตของชาวนาในหุบเขาที่ยังคงดำรงการปลูกข้าวและการยังชีพแบบดั้งเดิม

ส่วนเวลาที่ดีที่สุดในการไปนั้น สามารถไปได้เลยตั้งแต่กลางปี-ปลายปี ซึ่งเป็นช่วงที่จะได้ชมนาเขียวชอุ่มและหากคุณไปในช่วงปลายปีจะได้เห็นทุ่งรวงขาวสีทองผ่องอำไพ

เมืองโบราณเปตรา (The Ancient City of Petra) 
ใกล้กับอะกาบา (Aqaba) จอร์แดน (Jordan)
06

เมืองโบราณที่สร้างจากการเจาะพื้นที่หน้าผาหินขนาดมหึมา มหัศจรรย์ภูมิปัญญามนุษย์ในอดีตที่คาดเดาอายุว่าน่าจะสร้างขึ้นเมื่อราว 312 ปีก่อนคริสตกาล และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกจากยูเนสโก ภายหลังจากการถูกค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1812

ไฮไลท์สำหรับการไปเที่ยวกลางปีที่น่าสนใจ คือ ในช่วงเดือนสิงหาคมจะเป็นเดือนที่ได้ชมภาพฝนดาวตกเป็นฉากหลังบนท้องฟ้าเหนือเมืองโบราณ ซึ่งปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้จะเกิดขึ้นปีละครั้งในระหว่างเดือนนี้เท่านั้น ที่น่าคำนึงถึงอีกอย่าง คือ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมไปจนถึงปลายปี ไม่ใช่ช่วงพีค ค่าที่พัก ค่าเที่ยวจะประหยัดกว่าช่วงต้นปีอยู่มาก

หินแดงอุลูรู (Uluru)
ใกล้กับอลิซสปริงส์ (Alice Spring) ออสเตรเลีย (Australia)
07

แลนด์มาร์คและไอคอนสำคัญของประเทศออสเตรเลียอีกอย่าง ก้อนหินยักษ์ที่ตั้งอยู่ทางตอนกลางค่อนไปทางเหนือของประเทศ รู้จักกันทั่วไปในอีกชื่อว่า “หินแอร์ส” (Ayers Rock)

สิ่งที่น่าสนใจของหินยักษ์ก้อนนี้ก็คือ สีของหินจะเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวัน ขึ้นอยู่กับการตกกระทบของแสงอาทิตย์ และในช่วงเดือนพฤศจิกายนจะเกิดปรากฎการณ์ธรรมชาติน้ำตกที่ไหลมาจากด้านบนของก้อนหินลงสู่พื้น ซึ่งจะเกิดเพียงปีละครั้งในช่วงเดือนนี้เท่านั้น

เมืองร้างคราโก (Craco)
มาเตรา (Matera) ใกล้กับบารี (Bari) อิตาลี (Italy)
08

เมืองโบราณยุคเมดิอิวัลที่ตั้งอยู่บนเขาและมีจุดชมวิวสวยงามโดยรอบ ในบริเวณเขตเมืองมีการค้นพบสุสานเก่าแก่ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 8 และหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในแถบนี้ย้อนไปถึงยุคสัมฤทธิ์

ในปัจจุบันเมืองนี้เป็นอีกหนึ่งเมืองเก่าแก่ที่อยู่ในลิสต์ขององค์กรรักษาแหล่งประวัติศาสตร์โลก (World Monument Fund) และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแนวอันซีนที่เพิ่งเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นภายหลังจากปี ค.ศ. 2010 เพราะได้ถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดดังๆ หลายเรื่อง

สาเหตุที่เมืองนี้ถูกทิ้งให้ร้างก็คือ ชาวเมืองดั้งเดิมได้อพยพออกไปเพราะผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ เช่น พายุ แผ่นดินไหว และแผ่นดินถล่มหลายต่อหลายครั้งนั่นเอง

ทะเลสาบเกลือ (Salar de Uyuni) เดเนียล คัมโพส (Daniel Campos) 
ใกล้กับลาปาซ (La Paz) โบลิเวีย (Bolivia)
09

เหมืองเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีลักษณะเป็นทะเลสาบเกลือที่เกิดบนพื้นที่ของทะเลสาบโบราณก่อนประวัติศาสตร์ นอกจากคุณจะได้มาเดินบนแผ่นเกลือธรรมชาติชมแสงอาทิตย์สะท้อนผิวทะเลเกลือระยิบระยับแล้ว

คุณก็ยังจะได้ชมฝูงนกต่างๆ เช่น นกฟลามิงโก นกฮัมมิงเบิร์ดพันธุ์หายาก และนกท้องถิ่นที่อาศัยอยู่รอบๆ ทะเลสาบแห่งนี้ รวมไปถึงยังเป็นแหล่งค้นพบสายพันธุ์ต้นกระบองเพชรโบราณที่หายากอีกด้วย เวลาที่ดีที่สุดในการมาเที่ยวจะอยู่ระหว่างพฤษภาคม-พฤศจิกายน

ปราสาทโบเดียม (Bodiam Castle) โรเบิร์ตสบริดจ์ (Robertsbridge)
อีสต์ซัสเซ็กซ์ (East Sussex) ใกล้กับลอนดอน (London) อังกฤษ (England)
10

ปราสาทโบราณที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1385 ในปัจจุบันได้ถูกยกให้เป็นสมบัติของชาติ ขึ้นชื่อเรื่องสถาปัตยกรรมคูน้ำล้อมรอบปราสาทที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปยุคกลาง แถมบริเวณรอบๆ ปราสาทยังโอบล้อมไปด้วยทัศนียภาพป่าเขาอันสวยงามอีกด้วย

ปราสาทเก่าแก่แห่งนี้จัดเป็นที่เที่ยวอันซีนของอังกฤษและยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก การมาเยือนในช่วงกลางปี-ปลายปี คุณจะได้สัมผัสอากาศกำลังสบายและยังมีโอกาสได้ชมสีสันใบไม้แดงในช่วงเข้าฤดูใบไม้ร่วงอีกด้วย

น้ำพุร้อนแกรนด์พริสมาติก (Grand Prismatic Spring)
อุทยานแห่งชาติเยลโล่สโตน (Yellowstone National Park) สหรัฐอเมริกา (USA)
11

บ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาและใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ไฮไลท์เด็ดของน้ำพุแห่งนี้ คือ วงแหวนสีรุ้งรอบๆ บ่อที่มีความสวยงามจนน่าอัศจรรย์ใจ มากไปกว่านั้น อุทยานแห่งชาติเยลโล่สโตนก็นับเป็นอุทยานป่าไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศและเก่าแก่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติและสำรวจสัตว์ป่าที่น่าสนใจหลายเส้นทาง มีภูมิประเทศที่สวยงาม เป็น 1 ในสถานที่ๆ ควรไปเยือนสักครั้งในชีวิต ในช่วงเวลาย่างเข้าปลายปีฤดูใบไม้ร่วง อากาศจะกำลังสบายและได้ชมใบไม้แดง สีสันของฤดูอีกด้วย

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก : https://www.skyscanner.co.th/
เรียบเรียง : Travel.MThai

Breeze Cafe and Bar ร้านใหม่วิวดี ริมทะเลสาบเมืองทองธานี

01

ร้านอาหารเปิดใหม่ในเมืองทองธานี ขอย้ำว่าบรรยากาศดีมากขีดเส้นใต้เอาไว้เลยค่ะ กับ Breeze Café & Bar อยู่ติดกับริมทะเลสาบ เมืองทองธานี หากใครได้ขับรถผ่านแถวนี้ ก็จะเห็นสนามโกคาร์ทโดดเด่นอยู่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังจะเป็นร้าน Breeze Cafe & Bar เลี้ยวเข้ามามีที่จอดรถพร้อม สถานที่นี้สำหรับคนที่อยากเปลี่ยนอะไรเดิมๆ มาลองสถานที่ชิลเอาท์แบบใหม่ ได้ขับโกคาร์ทและได้รับประทานอาหารอร่อยในบรรยากาศสุดโรแมนติกยามเย็น

02
ภาพหน้าร้าน Breeze Cafe & Bar ในตอนกลางวัน

03
ภาพหน้าร้าน Breeze Cafe & Bar ในยามเย็น

04

Breeze Cafe & Bar ร้านตกแต่งด้วยโทนสีขาวสบายตาในสไตล์อินดัสเตรียล กับอาหารฟิวชั่นในสไตล์ไทย-ตะวันตก จากฝีมือเชฟชาวออสเตรเลียที่มีประสบการณ์ในระดับโรงแรมระดับนานาชาติกว่า 20 ปี ที่นำทัพมาเสิร์ฟทั้งหมด 60 เมนูด้วยกัน แต่หากได้ชิมทั้งหมดคงจะไม่ไหว วันนี้เลยจัดไป 7 เมนู และของหวานอีก 1 เมนู เบาๆ ก่อนค่ะ ^.^

05
เชฟชารีน แกรททอน เชฟใหญ่ประจำร้าน Breeze Cafe & Bar

06 07

Breeze Cafe & Bar แบ่งเป็น 3 โซน เป็นโซนร้านอาหาร โซนซันเซ็ท บาร์ บาร์เครื่องดื่ม และโซนห้องซิกการ์ ทั้งหมดนี้รองรับลูกค้าได้ถึง 140 ที่นั่ง สามารถนั่งได้แบบ Indoor และ Outdoor ในช่วงกลางวันก็อาจจะเลือกนั่งด้านในร้าน หรือหากอยากได้บรรยากาศโรแมนติกรับลมเย็นของทะเลสาบก็สามารถเลือกนั่งตรงส่วนบริเวณโต๊ะด้านนอกได้ ทั้ง 3 โซนสามารถสั่งมาทานได้หมดค่ะ

08 09 10 11

สลัดบีทรูท, เฟต้าชีส และวอลนัท เสิร์ฟพร้อมน้ำสลัดซิตรัส โรยด้วยมันทอดกรอบ12
สลัดบีทรูทและเฟต้าชีส Beetroot & Feta Cheese Salad ราคา 220 บาท

ซุปครีมเห็ดและน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิล
13
ซุปครีมเห็ดและน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิล – Mushroom & Thyme Cream Soup with Truffle Oil 280 บาท
14

ส้มโอเนื้อดี ยำรวมกับมะพร้าวคั่วพริกขี้หนูและหอมแดง และกุ้ง
15
ยำส้มโอกุ้งสด – Pomelo Salad with Shrimp 190 บาท

เบอร์เกอร์ชาร์โคล เนื้อออสเตรเลียบดผสมกับชีส, ไข่, เบคอน, หอมใหญ่, ผักกาด, มะเขือเทศ และบีทรูท เสิร์ฟพร้อมเฟรนช์ฟรายส์
16
ออสเตรเลียนชีสเบอร์เกอร์- Australian Beef Cheese Burger 490 บาท

หอยแมลงภู่สีน้ำเงินออสเตรเลีย อบในซอสนาโปลี เสิร์ฟพร้อมขนมปังฝรั่งเศส (เสิร์ฟพร้อมไวน์ขาว)

17

ไก่, เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และผักนานาชนิด ผัดกับซอสรสกลมกล่อมสูตรเฉพาะของร้านบรีซ
18
ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมมะพานต์ – Stir Fried Chicken & Cashew Nuts 160 บาท

อกไก่ชุบเกล็ดขนมปังทอด ท็อปด้วยมอซซาเรลล่าชีส และพาเมซานชีส เสิร์ฟพร้อมเฟรนช์ฟรายส์
19
ไก่พาเมซาน – Chicken Parmesan 250 บาท

วาฟเฟิล กรอบนอกนุ่มในโปะด้วยไอศครีมวานิลลา พร้อมกล้วยหอม และข้าวโพดคั่วอบเนย ราดด้วยซอสคาราเมล
20
วาฟเฟิลเมาท์เทน – Waffle Mountain 160 บาท

ข้อมูลร้าน Breeze Cafe & Bar

ที่ตั้งร้าน : ริมทะเลสาบ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 16.00 – 24.00 น.
โทร: 095-207-7445
Instagram : breeze_cafeandbar
Facebook : www.facebook.com/breezecafe.bar
เว็บไซต์ : http: www.impactspeedpark.com

21
เมื่อทานอาหารเสร็จมาต่ออีกหนึ่งกิจกกรมที่เป็นไฮไลท์บนพื้นที่ทะเลสาบแห่งนี้คือสนามโกคาร์ท “อิมแพ็ค สปีด พาร์ค” สนามโกคาร์ทระบบไฟฟ้าแห่งใหม่มาตรฐานโลก สำหรับคุณผู้ชายที่ชอบความเร็วมาสนุกกันตรงจุดนี้ได้

22
รายละเอียดของ อิมแพ็ค สปีด พาร์ค
เปิดตัวด้วยรถโกคาร์ทระบบไฟฟ้ารุ่น RTXจากค่าย SODIkartผู้ผลิตระดับโลกจากประเทศฝรั่งเศส จำนวน30 คัน สนามตั้งอยู่บริเวณริมทะเลสาบเมืองทองธานภายใต้คอนเซปต์ “ใคร ๆ ก็สนุกเต็มสปีดได้” ตัวสนามใช้งบลงทุนกว่า 60 ล้านบาท ความยาวสูงสุดต่อรอบ800เมตร เป็นสนามที่มีพื้นแทร็กค่อนข้างเรียบ รวมถึงบริเวณ รัน-ออฟ – Run-off area (พื้นที่ข้างสนามที่สร้างจากพื้นยางมะตอย) สนามโกคาร์ทถือว่ามีการดำเนินการก่อสร้างเป็นไปตามมาตรฐานสากล มีพื้นที่กว่า 17,900 ตร.ม.ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ทางสนามมีบริการไว้ให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ในการขับขี่ เช่น หมวกกันน็อค เป็นต้นอาหารเครื่องดื่มในตัวอาคาร และร้านบรีซ คาเฟ่ แอนด์ บาร์ ร้านอาหารสไตล์ฟิวชั่น ตะวันตก และไทย ที่เปิดบริการข้างสนาม ลานจอดรถที่รองรับได้ถึง 80 คัน และที่จอดรถสำหรับจักรยานยนต์อีกด้วย (สามารถจอดที่ Lakeside 1 ได้อีก 170 คัน)

ข้อมูลโดยสังเขป
สนามโกคาร์ท “อิมแพ็ค สปีด พาร์ค”
เวลาเปิดบริการ จันทร์-ศุกร์ 16.00-00.00น. เสาร์-อาทิตย์ 12.00 – 00.00น. และ วันหยุดนักขัตฤกษ์ 12.00 – 00.00น.
โทร.02-055-8900
เฟซบุ๊ก: www.facebook.com/IMPACTSpeedPark
เว็บไซต์ : http://www.impactspeedpark.com/

แผนที่ร้าน Breeze Cafe & Bar และ “อิมแพ็ค สปีด พาร์ค”
23

ขอบคุณข้อมูลจาก : Food MThai

5 ทะเลมัลดีฟส์เมืองไทย สวยจับใจ อ้อนแฟนพาไปที!

01

เว็บไซต์ Skyscanner ได้แนะนำทะเลสวยในเมืองไทย ที่สวยจับใจเหมือนทะเลมัลดีฟส์ โดยที่เราไม่ต้องเสียเงินแพงๆ ไปเที่ยวถึงเมืองนอก เพราะทะเลเมืองไทยก็สวยไม่แพ้ที่ใดเหมือนกัน และบางที่ก็สามารถเที่ยวได้ทุกฤดูด้วย ^^ ตามไปดูทั้ง 5 ที่กันเลยดีกว่า …

  1. เกาะรอก จังหวัดกระบี่

 

02

เกาะรอกเป็นเกาะสงบ มีธรรมชาติสวย เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา และตั้งอยู่ตรงจุดเชื่อมต่อระหว่างทะเลตรังและทะเลกระบี่ บนเกาะรอกมีส่วนของสันทรายเชื่อมต่อเกาะรอกในและรอกนอก ทรายที่นี่ขาวมากประดุจแป้งและนุ่มเท้าสุดๆ ที่เปรียบได้เป็นมัลดีฟส์ในไทย นอกจากนั้นแล้วคนที่ชอบดำน้ำจะแฮปปี้อย่างมากเพราะเกาะรอกมีแนวปะการังและหมู่ดอกไม้ทะเลรายล้อมอยู่รอบเกาะ

ไปเที่ยวเดือนไหนดี : ช่วงเวลาที่ดีสุดในการไปเยือน คือ ช่วงเดือนพฤศจิกายน-เดือนเมษายน

การเดินทาง : วิธีที่สะดวกและไวที่สุด คือ นั่งเครื่องบินมาลงที่จังหวัดตรังและไปลงเรือที่ท่าเรือปากเมงไปเกาะรอก ใช้เวลานั่งเรือราว 1 ชั่วโมง หรือขับรถมายังจังหวัดกระบี่ใช้เส้นทางกรุงเทพฯ-สุราษฎร์ธานีและเข้าทางหลวงหมายเลข 41 สู่ อ.ทุ่งสงและแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 403 สู่ห้วยยอดและตัดเข้าถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) สู่ตรังและไปท่าเรือปากเมงโดยเส้นทางตรัง-สิเกา-ปากเมง (ทางหลวงหมายเลข 4046-4162)

สำหรับการนั่งเครื่องบินมาลงที่กระบี่และต่อรถไปลงที่ท่าเรือกระบี่-ลันตา นั่งเรือประมาณ 30 นาที และสำหรับเรือจากเกาะลันตาไปเกาะรอกก็ประมาณ 30-40 นาที

  1. หลีเป๊ะ จังหวัดสตูล

 

03

เกาะสวยชื่อดังแห่งทะเลใต้ หลีเป๊ะมีทุกสิ่งที่คนรักทะเลถวิลหา ตั้งแต่ชายหาดสวย ทรายขาว น้ำทะเลใสเห็นปลาแหวกว่ายริมหาด จุดดำน้ำชมปะการังทั้งน้ำลึกและน้ำตื้นหลายจุด และที่เที่ยวเกาะเล็กเกาะน้อยที่อยู่ไม่ไกลกัน นี่มันมัลดีฟส์ไทยแลนด์ชัดๆ

นอกจากนั้นบนตัวเกาะก็ยังมีส่วนของหมู่บ้านชาวเล มีจุดวิวพระอาทิตย์ตกดินสวยๆ หลายแห่ง มีจุดชมวิวมุมสูงเพื่อชมโพ้นทะเลไกลบนเนินเขาที่สามารถเห็นวิวไปไกลได้ถึงเกาะอาดังเลยทีเดียว แถมหลีเป๊ะยังมีถนนคนเดินด้วย! สินค้าและอาหารพื้นเมืองยามค่ำคืนที่คุณจะได้อิ่มอร่อยกับเมนูขึ้นชื่อ “โรตีหลีเป๊ะ” พูดแล้วต้องรีบจองตั๋วเกาะมัลดีฟส์ไทยแห่งนี้ด่วนเลย!

ไปเที่ยวเดือนไหนดี : เดือนที่อากาศดี ปลอดลมมรสุม เหมาะแก่การเที่ยวหลีเป๊ะที่สุด คือ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-เดือนพฤษภาคม

การเดินทาง : วิธีที่สะดวกที่สุด คือ นั่งเครื่องบินมาลงที่หาดใหญ่ และต่อรถตู้หรือรถประจำทางไปที่ท่าเรือปากบาราเพื่อลงเรือไปยังหลีเป๊ะ ระยะเวลานั่งรถไปยังท่าเรือปากปาราราว 2 ชั่วโมง เรือที่ให้บริการมี 2 ประเภท คือ

  • เรือเร็วสปีดโบ๊ท ใช้เวลาเดินทางราว 1.30 ชั่วโมง
  • เรือเฟอร์รี่ข้ามเกาะทั่วไป ใช้เวลาเดินทางราว 3 ชั่วโมง

สำหรับการขับรถมาเองนั้น จะต้องใช้ทางหลวงหมายเลข 4 (เพชรเกษม) จากกรุงเทพฯ ถึงชุมพรและเปลี่ยนมาใช้ทางหลวงหมายเลข 41 สู่นครศรีธรรมราชและพัทลุงไปจนถึงอ.รัตภูมิ จ.สงขลาเพื่อกลับสู่ทางหลวงหมายเลข 4 อีกครั้งที่จะแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 406 เข้าจ.สตูล จากนั้นให้วิ่งตามเส้นทางฉลุง-ละงูเพื่อไปยังท่าเรือปากบารา มีบริการที่จอดรถบริเวณท่าเรือ

  1. เกาะเต่า-เกาะนางยวน
    จังหวัดสุราษฎร์ธานี

 

04

เกาะสวยที่โด่งดังเรื่องทะเลแหวก ทรายขาว น้ำทะเลใส เป็นเส้นทางทริปเที่ยวเกาะคู่ที่คุ้มสุดๆ ไฮไลท์ของเกาะเต่าและเกาะนางยวนที่นอกเหนือจากทะเลแหวกแล้ว ที่นี่ยังมีแนวปะการังใต้น้ำยาวกว่า 8 ก.ม. มีจุดดำน้ำสวยๆ หลายแห่ง เป็นแหล่งชมปลาทะเลสวยงามของไทย

อีกทั้งการเดินทางไปเที่ยว-ไปพักก็สะดวกสบายมาก สามารถลงเรือไปยังเกาะเต่า-นางยวนได้จากท่าเรือหลายแห่ง ซึ่งจะว่าไปแล้ว หากเทียบเรื่องความงามใกล้เคียง ที่นี่ก็น่าจะยกให้เป็นเกาะมัลดีฟส์ประเทศไทยได้อีกแห่งเช่นกัน

ไปเที่ยวเดือนไหนดี : ทะเลแถบนี้สามารถเที่ยวได้เรื่อยๆ ตลอดปี

การเดินทาง : สามารถนั่งเครื่องบินไปลงที่ชุมพรหรือสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) ได้และไปต่อเรือยังท่าเรือที่ให้บริการต่างๆ หลายแห่ง ท่าเรือเด่นๆ เช่น

  • จากชุมพรไปขึ้นเกาะนั้น สามารถไปลงเรือที่ท่าเรือเร็วลมพระยา และนั่งเรือไปเกาะเต่าราว 1.45 ชั่วโมง หรือไปลงเรือที่ท่าเรือท่ายางที่มีบริการของเรือนอน (เดินทาง 6 ชั่วโมง) และเรือด่วน (เดินทาง 2 ชั่วโมง)
  • จากสุราษฎร์ธานีไปขึ้นเกาะเต่า สามารถไปขึ้นเรือที่ท่าเรือซีทราน (เกาะสมุย) ใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมง
  • สำหรับการขับรถมาเที่ยวสามารถใช้ถนนเพชรเกษมมุ่งหน้าสู่ชุมพรเพื่อไปยังท่าเรือ หรือถ้าจะลงเรือจากสุราษฎร์ธานีจะต้องขับจากชุมพร-สุราษฎร์ธานีด้วยเส้นทางหลวงหมายเลข 41 ผ่านอ.ไชยา สู่สุราษฎร์ธานีและไปยังท่าเรือที่ต้องการ
  1. เกาะกูด จังหวัดตราด

 

05

เกาะท่องเที่ยวทะเลไทยฝั่งตะวันออกยอดนิยม เกาะกูดมีหาดสวยๆ อยู่รอบเกาะ โดยเฉพาะที่อ่าวกล้วยที่มีหาดทรายขาวยาวกว่า 300 เมตร แถมน้ำทะเลที่นี่ก็ลงเล่นได้สบายๆ ไม่ต้องกลัวคลื่นซัดไปนอกชายฝั่ง มีจุดชมวิวอาทิตย์อัสดงสุดโรแมนติก

สำหรับคนที่ชอบดำน้ำก็สามารถไปส่องโลกใต้น้ำกันได้ที่บริเวณอ่าวยายเกิดและเกาะไม้ซี้ มากไปกว่านั้นเกาะกูดยังมีน้ำตกสวยงามในตัวเกาะและที่เที่ยวอีกหลายแห่งที่สามารถไปเที่ยวชมได้อีกด้วย

นอกจากนั้นในระยะหลังมานี้ก็มีที่พักแนวกระท่อมกลางน้ำสไตล์ทะเลมัลดีฟส์ไทยหลายแห่ง ใครที่อยากไปมัลดีฟส์แต่เวลามีน้อยหรืองบจำกัด ลองมาเที่ยวเกาะมัลดีฟส์เมืองไทยที่ตราดนี้แทนก็ได้ ทะเลไทย สวยไม่แพ้ทะเลไหนนะจะบอกให้

ไปเที่ยวเดือนไหนดี : เกาะกูดนั้นสามารถเที่ยวได้ทั้งปี แต่ฤดูที่อากาศดีสุดและเป็นช่วงไฮซีซั่นจะอยู่ที่ระหว่างเดือนตุลาคม-เดือนพฤษภาคม

การเดินทาง : สามารถนั่งเครื่องบินมาลงที่จังหวัดตราดและต่อเรือที่ให้บริการต่างๆ ดังนี้

  • ท่าเรือสปีดโบ๊ทและเรือเร็ว ใช้เวลาราว 45 นาที – 1.30 ชั่วโมง ได้แก่ ท่าแหลมศอกและท่าเรือด่านเก่า
  • ท่าเรือธรรมดา ใช้เวลาราว 2-3 ชั่วโมง ได้แก่ ท่าเรือแหลมงอบ ท่าเรือโชคสาธร
  • สำหรับคนที่ขับรถมาให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 3 (บางนา-ตราด) และตรงไปลงเรือที่ท่าเรือดังที่กล่าวไปข้างต้น

 5. เกาะพยาม จังหวัดระนอง

06

“เกาะพยาม ระนอง มัลดีฟส์เมืองไทย” ที่ใครๆ กำลังกล่าวขวัญถึงกันเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีน้ำทะเลสีสวยใส ชายหาดขาวกว้างใหญ่น่านอนเล่น และมีความสงบเป็นส่วนตัวแล้ว เกาะพยามยังเป็นที่เที่ยวทางทะเลแห่งแรกๆ ในไทยที่มีการจัดทำกระท่อมที่พักกลางน้ำสไตล์มัลดีฟส์ขึ้นมา เรียกว่าเอาใจนักท่องเที่ยวสุดๆ

มากไปกว่านั้นแล้ว ในตัวเกาะพยามก็ยังมีส่วนของคลองในเกาะที่ไหลไปสู่ทะเลอันดามัน จุดชมวิวบริเวณนี้บอกเลยว่าสวยมาก มีทิวแถวไร่มะม่วงหิมพานต์และสวนยางพาราของชาวบ้าน กิจกรรมหลักของการไปเที่ยวที่เกาะพยาม คือ “ไปรีแลกซ์” แบบลืมโลกวุ่นวาย พูดแล้วก็ชักอยากไปเป็นชาวเกาะพยามขึ้นมาตะหงิดๆ แล้วเนี่ย

ไปเที่ยวเดือนไหนดี : เดือนที่น่าไปเที่ยวมากที่สุด คือ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-เดือนพฤษภาคม

การเดินทาง :

  • สามารถนั่งเครื่องบินมาลงที่ระนองและต่อรถไปยังท่าเรือเทศบาลตำบลปากน้ำที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเพียงแค่ 15 นาทีเท่านั้น เรือที่ให้บริการข้ามไปเกาะพยามมี 2 ประเภท คือ
  • เรือข้ามเกาะธรรมดา ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.30 ชั่วโมง
  • เรือเร็วสปีดโบ๊ท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที
  • สำหรับคุณที่เลือกจะขับรถไปยังระนองและต่อเรือขึ้นเกาะ สามารถใช้เส้นทางสายธนบุรี-ปากท่อ (ทางหลวงหมายเลข 35) และแยกเข้าถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) ที่อำเภอปากท่อ และตรงดิ่งไปยังจังหวัดระนอง และเดินทางไปท่าเรือที่อยู่ใกล้กับสถานีตำรวจปากน้ำ บริเวณท่าเรือมีบริการรับฝากรถด้วย

 

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพดีๆ จาก : https://www.skyscanner.co.th

เรียบเรียงโดย: Travel MThai