ทิ้งความเหนื่อยล้า เดินเข้าป่าเที่ยว 10 อุทยานแห่งชาติ สัมผัสลมหนาว

ทิ้งความเหนื่อยล้า เดินเข้าป่าเที่ยว
10 อุทยานแห่งชาติ สัมผัสลมหนาว

ทำงานเหนื่อยล้ามาทั้งเดือน ให้รางวัลแก่ชีวิตด้วยการพาร่างกายไปชาร์จแบตกับธรรมชาติกันดีกว่า ไปนอนกางเต็นท์ฟินๆ นั่งนับดาวเล่นๆ สูดอากาศแสนสดชื่น เดินป่าชมเขา กับ 10 อุทยานแห่งชาติ ที่เรานำมาฝากกันวันนี้

  1. อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
    จ.นครราชสีมา

ขอบคุณรูปภาพจาก: wikipedia

อุทยานแห่งชาติเชาใหญ่ เป็นพื้นที่ด้านตะวันตกของเทือกเขาพนมดงรัก มีพื้นที่ครอบคลุม 4 จังหวัด คือ สระบุรี นครราชสีมา ปราจีนบุรี และนครนายก ได้รับสมญานามว่า อุทยานมรดกของกลุ่มประเทศอาเซียน สภาพด้านบนมีผืนป่าอุดมสมบูรณ์สลับกับพืชพรรณและสัตว์นานาชนิด โดดเด่นด้วยน้ำตกหลายสายที่สำคัญ เช่น น้ำตกเหวสุวัติ น้ำตกเหวนรก น้ำตกนางรอง น้ำตกสาริกา เป็นต้น

*********************************************************

  1. อุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก
    จ. เชียงใหม่

อุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแดนลาว มีความสูง 2,285 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีหมอกปกคลุมจัดและมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ประกอบไปด้วยดอยสำคัญได้แก่ ดอยฟ้าห่มปก ดอยปู่หมื่น ดอยแหลม และดอยอ่างขาง

ภายในอุทยานมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โป่งน้ำร้อนฝาง, น้ำตกโป่งน้ำดัง, น้ำตกตาดหมอก, ถ้ำห้วยบอน นอกจากนี้ยังมีจุดชมวิวทิวสน ห่างจากที่ทำการอุทยาน 1.3 ก.ม. เป็นลานยืนดูพระอาทิตย์ขึ้นและตก และชมทะเลหมอกได้มุมมองแบบพาโนราม่า

*********************************************************

  1. อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง
    จ.เชียงใหม่

ห้วยน้ำดัง เป็น อุทยานแห่งชาติ ที่มีสภาพป่าและธรรมชาติที่สมบูรณ์ สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นสนสีเขียว หน้าหนาวดอกกล้วยไม้เอื้องเงิน ที่ขึ้นตามธรรมชาติ จะออกดอกบานต้อนรับนักท่องเที่ยว และมีดอกนางพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทย บานแซมอยู่เป็นระยะๆ แต่งแต้มสีสันให้ดอยนี้มีชีวิตชีวา

นักท่องเที่ยวนิยมขึ้นดอยไปสัมผัสไอเย็น ชมทะเลหมอก ณ จุดชมวิวดอยกิ่วลม ซึ่งสามารถมองเห็นดอยเชียงดาวได้ หรือจะเลือกขึ้น ดอยสามหมื่น หรือ ดอยช้าง ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง

*********************************************************

  1. อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์
    จ.เชียงใหม่

เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน

ดอยอินทนนท์ ยอดดอยสูงสุดของประเทศไทย อยู่ที่ระดับ 2,599 เมตร จึงทำให้มีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดปี ประกอบไปด้วยน้ำตกหลายแห่งและเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ควรค่าแก่การไปเที่ยวชมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น น้ำตกแม่ยะ น้ำตกแม่กลาง น้ำตกวชิรธาร น้ำตกสิริภูมิ ถ้ำบริจินดา โครงการหลวงอินทนนท์  เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา และเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกผาดอกเสี้ยว

*********************************************************

  1. อุทยานแห่งชาติแม่เมย
    จ.ตาก

อุทยานแห่งชาติแม่เมย มีลักษณะเป็นภูเขาสลับซับซ้อนมีที่ราบน้อยมาก จุดสูงสุดอยู่ที่ระดับ 1,250 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ปกคลุมไปด้วยป่าไม้ที่ค่อนข้างสมบูรณ์

สำหรับจุดชมทะเลหมอก จะอยู่หลังที่ทำการอุทยานฯ  มีความสูงประมาณ 1,100 เมตร เป็นจุดที่มองเห็นทะเลหมอกได้กว้างไกลมาก รวมทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก นอกจากนี้ยังมีม่อนต่างๆ ที่เหมาะกับคนชอบเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ทั้งม่อนกิ่วลม ม่อนครูบาใส ม่อนปุยหมอก และม่อนพูนสุดา

*********************************************************

  1. อุทยานแห่งชาติพุเตย
    จ. สุพรรณบุรี

อุทยานแห่งชาติพุเตย ป่าหนึ่งเดียวที่สมบูรณ์ที่สุดของจังหวัดสุพรรณบุรี จุดสูงสุดอยู่ที่ยอดเขาเทวดา ระดับความสูง  1,123  เมตร เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหลายสาย ใครที่เป็นนักเดินทางขาลุย คงจะติดใจกับธรรมชาติระหว่างทาง ทั้งป่าไผ่ น้ำตก ไร่ข้าวโพด ป่าสนสองใบธรรมชาติ  แถมด้วยแสงอาทิตย์ยามเช้า ทะเลหมอก และอากาศหนาวเย็น

*********************************************************

  1. อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
    จ.เลย

ภูกระดึง แหล่งท่องเที่ยวที่ฮิตไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไฮไลท์สำคัญในช่วงหน้าหนาวคือการเดินเข้าป่าไปชมความงามของพืชพรรณนานาชนิด โดยเฉพาะใบเมเปิ้ลแดงสวยสด หรือเดินไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ชมพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก ถ้าจะให้ดี ต้องเดินไปชมให้ถึงสุดแผ่นดินด้านทิศตะวันตกอย่าง “ผาหล่มสัก” แลนด์มาร์กเด็ดที่มาถึงภูกระดึงแล้วต้องไปถ่ายรูปให้ได้

*********************************************************

  1. อุทยานแห่งชาติแม่วงก์
    จ.กำแพงเพชร

อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีผืนป่ากว้างใหญ่ครอบคลุมสองจังหวัด คือกำแพงเพชร และนครสวรรค์ อยู่ติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง จึงมีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ อย่างป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบ และ ป่าเต็งรัง รวมถึงสัตว์ป่าหายาก ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ไม่ว่าจะเป็น ช้างป่า กระทิง เสือ กวาง เก้ง หมี แมวลาย และนกต่าง ๆ มากกว่า 300 ชนิด

มาเที่ยวที่อุทยานฯ แห่งนี้ ต้องไปพิชิต ยอดเขาโมโกจู สักครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงสุดสุด วัดได้ 1,964 เมตร จากระดับน้ำทะเล โดยอาศัยสองเท้าเดินไปตามทางในป่า ใช้เวลาไป-กลับ ประมาณ 5 วัน ถือเป็นบททดสอบที่โหดพอสมควรสำหรับนักเดินทาง

*********************************************************

  1. อุทยานแห่งชาติแม่ยม
    จ.แพร่

ขอบคุณรูปภาพจาก: อุทยานแห่งชาติแม่ยม-แก่งเสือเต้น

อุทยานแห่งชาติแม่ยม มีลักษณะเป็นเทือกเขาสูง มียอดเขาที่สำคัญอย่าง  ดอยหลวง ดอยยาว ดอยขุนห้วยแปะ และดอยโตน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย  ที่ไหลลงสู่แม่น้ำยม สถานที่น่าสนใจในอุทยานฯ ได้แก่ แก่งเสือเต้น มีลานกางเต็นท์พักแรมและกิจกรรมล่องแก่ง, หล่มด้ง มีลานกางเต็นท์ เพื่อชมทิวทัศน์ป่าสักที่งดงาม และชมพระอาทิตย์ขึ้น-ตก, จุดชมวิวเหมืองแร่แบไรต์เก่าสามารถชมวิวทะเลหมอกได้อย่างจุใจ

ฤดูที่เหมาะแก่การท่องเที่ยว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคม เนื่องจากในฤดูฝน เป็นช่วงน้ำหลากในแม่น้ำยม และทางคมนาคมไม่สะดวก จึงอาจก่อให้เกิดอันตราย

*********************************************************

  1. อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
    จ.เพชรบุรี

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เป็นอุทยานที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีพื้นที่ถึง 2,915 ตารางกิโลเมตร หรือ 1.8 ล้านไร่ ยังคงสภาพเป็นป่าดงดิบตามธรรมชาติที่สมบูรณ์

มีสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจ เช่น เขาพะเนินทุ่ง ยอดดอยสูงที่มีทะเลหมอกให้ชมตลอดปี, ทะเลสาบเหนือเขื่อนแก่งกระจาน ซึ่งมีไฮไลท์เป็นสะพานแขวน สร้างข้ามผ่านทะเลสาบ ที่เราสามารถเดิน หรือนั่งชมป่าเขาบริเวณรอบๆ ได้ไม่มีเบื่อ ตลอดจนน้ำตกและถ้ำอีกมากมายที่เป็นถิ่นอาศัยและหากินของสัตว์ป่านานาชนิด

ถ้าเราเหนื่อยล้า จงเดินเข้าป่า~~ … โอ้วว เนื้อเพลงท่องนี้ถ้าจะจริง เวลาเหนื่อยๆ ก็อยากหาอะไรสดชื่นๆ มาเติมพลังชีวิต ให้เราได้ผ่อนคลายสักหน่อยก็ยังดี ถ้าเพื่อนๆ กำลังรู้สึกหมดแรงอยู่ตอนนี้ล่ะก็ อย่ามัวรีรอ เดินเข้าป่าเที่ยวธรรมชาติกันเถอะค่ะ

 

รับส่วนลด 500 บาท! เมื่อพักที่ เลอ เมอรายา รีสอร์ท เกาะสมุย (Le Murraya Resort) จ.สุราษฎร์ธานี

เลอ เมอรายา รีสอร์ท เกาะสมุย (Le Murraya Resort) จ.สุราษฎร์ธานี          

มอบส่วนลดทันที 500 บาท เมื่อจองโรงแรมนี้

สิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิก Travel Guru เท่านั้น!

เลอ เมอรายา รีสอร์ท เกาะสมุย (Le Murraya Resort) จ.สุราษฎร์ธานี รีสอร์ทสไตล์สวรรค์เขตร้อนของเกาะสมุย ที่มีพื้นที่กว้างขวาง ห้องพักทุกห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย พร้อมเฟอร์นิเจอร์ที่ตกแต่งอย่างมีสไตล์ และสิ่งอำนวยความสะดวกภายในรีสอร์ท ทั้งห้องอาหารริมสระว่ายน้ำสุดหรูหรา ที่ให้บริการอาหารเอเชียและนานาชาติ ฟิตเนส และสระว่ายน้ำให้ผู้เข้าพักได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ เลอ เมอรายา รีสอร์ท เกาะสมุย ยังตั้งอยู่ในทำเลดีใกล้ย่านช้อปปิ้ง ย่านบันเทิง และร้านอาหารหลากหลายแห่งบนเกาะสมุย สามารถเดินไปยังหาดเฉวงได้โดยใช้เวลาเพียง 2 นาที และเดินทางไปยังสนามบินนานาชาติสมุยได้เพียง 15 นาที เท่านั้น ซึ่งทางโรงแรมยังมีบริการรถรับ – ส่ง ให้อีกด้วย

ตัวอย่างห้องพัก

สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ

เงื่อนไข:

-ห้องพักทุกประเภท 2 วัน 1 คืน จำนวน 1 ห้อง

-รับส่วนลด 500 บาท เมื่อมียอดชำระค่าห้องพักตั้งแต่ 1,500 บาทขึ้นไป สำหรับผู้ที่เป็นสมาชิก Travel Guru เท่านั้น

-ราคาดังกล่าวรวมค่าบริการและภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว

-Check in 14.00 hrs and Check out 12.00 noon

-ไม่สามารถใช้ได้ในช่วงวันหยุดต่อเนื่อง (Long Weekend) และวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ

-กรุณาสำรองห้องพักอย่างน้อย 7 วันทำการก่อนเข้าพัก

-กรุณาสำรองห้องพักได้ที่ 02-100-7008 เท่านั้น

-ไม่สามาถใช้ร่วมกับโปรโมชั่นอื่นๆหรือแลกเป็นเงินสดได้

-กรณีเลื่อนวันหรือยกเลิกการเดินทางต้องแจ้งก่อนการเดินทางอย่างน้อย 14 วันทำการ และ สามารถเลื่อนได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น

-หากของรางวัลดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงทางบริษัทจะหาของรางวัลที่มูลค่ามากกว่าหรือเทียบเท่ามาชดเชยให้

ระยะเวลา: วันนี้ – 31 ก.ค. 61

รายละเอียดเพิ่มเติม: http://www.hotelsthailand.com/thailand/samui/le-murraya-resort.html

 

เที่ยวคลายร้อน กับ 10 ที่เที่ยวจังหวัดตราด หาดสวย ทะเลใส

เที่ยวคลายร้อน!
14 ที่เที่ยวจังหวัดตราด หาดสวย ทะเลใส

ยังไม่เข้าหน้าร้อนแบบจริงจัง แต่แดดก็มาซะเต็มสตรีม! จะให้อยู่บ้านเฉยๆ ก็น่าเบื่อเกินไป เพราะฉะนั้นเก็บกระเป๋าแล้วออกเดินทาง ไปหาที่เที่ยวคลายร้อนกันดีกว่า เรามีที่เที่ยวคลายร้อน กับ 10 ที่เที่ยวจังหวัดตราด หาดสวย ทะเลใส มาฝากกัน พักกาย พักใจ โดดน้ำทะเลใสๆ กันเถอะ ^^

  1. เกาะช้าง (Koh Chang Island)

เกาะช้างเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดของภาคตะวันออก และใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจากเกาะภูเก็ต ซึ่งมีฐานะเป็นอำเภอหนึ่งของตราด ครอบคลุมพื้นที่เกาะน้อยใหญ่กว่า 40 เกาะ และเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างอีกด้วย เกาะนี้จึงเป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยว ที่อยู่อาศัย และแหล่งอนุรักษ์ธรรมชาติที่สำคัญของภาคตะวันออก

ส่วนแหล่งท่องเที่ยวของเกาะก็มีทั้งชายหาดกับน้ำทะเลใสสะอาด รวมทั้งยังมีภูเขาสูง น้ำตกที่สวยงามที่ซ่อนอยู่ภายในป่า และมีป่าชายเลนเป็นบางส่วน จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายมาก และสะดวกสบายด้วยการนำรถยนต์ข้ามไปเที่ยวบนเกาะได้

  1. เกาะกูด (Koh Kood Island)

เกาะกูดเป็นเกาะใหญ่อันดับ 2 ของจังหวัดตราด และใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศ มีความพิเศษในฐานะที่เป็นเกาะสุดท้ายของแผ่นดินไทยทางน่านน้ำฝั่งตะวันออก (ไม่มีเกาะอะไรอีกแล้วจนเข้าเขตกัมพูชา)

แม้ว่าเกาะนี้จะเป็นเกาะใหญ่ แต่ไม่มีบริการเรือเฟอร์รี่บรรทุกรถยนต์ข้ามไปบนเกาะเหมือนเกาะช้าง แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับความงดงามที่เขาร่ำลือกัน จนต้องไปชมให้เห็นกับตา เพราะเกาะกูดนี้เองที่ได้รับฉายาว่า “อันดามันแห่งทะเลตะวันออก” เนื่องจากตัวเกาะที่อยู่ห่างไกลชายฝั่ง ทำให้น้ำทะเลใสสะอาดจนเห็นท้องทราย และยังเป็นเกาะที่ชมพระอาทิตย์ตกดินได้อย่างงดงามอีกด้วย

  1. เกาะกระดาด (Koh Kradad Island)

ขอบคุณภาพประกอบจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

เกาะหน้าตาแปลกที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก! ด้วยภูมิประเทศของเกาะที่มีลักษณะแบนราบเหมือนกับกระดาษ ไม่มีภูเขาสูงแบบเกาะอื่น ๆ เลยแม้แต่น้อย บนเกาะเต็มไปด้วยต้นสนและต้นมะพร้าวรับลมเย็นสบาย มีคลื่นน้ำทะเลสีเข้มและหาดทรายสีเหลืองนวล

แต่นอกจากเป็นสถานที่พักผ่อนชมทะเลแล้ว ที่เกาะกระดาดนี้ยังเป็นแหล่งปลูกมะพร้าวซึ่งมีการเก็บขายอยู่ทุกวัน และที่แปลกตายิ่งกว่านั่นก็คือ มี “ฝูงกวาง” ที่อยู่อาศัยบนเกาะนี้เป็นจำนวนไม่น้อยเลย โดยคุณสามารถนั่งรถอีแต๋นชมบรรยากาศรอบเกาะได้ เนื่องจากเป็นเกาะส่วนตัวในความดูแลของเกาะกระดาดรีสอร์ท จึงต้องเสียแพคเกจเข้าพัก

  1. เกาะรัง (Koh Rung Island)

เกาะรังเป็นหนึ่งในหมู่เกาะเล็ก ๆ ของจังหวัดตราดที่มีชื่อเสียงในเรื่องการดำน้ำตื้นดูรอบโขดหินกลางทะเล เพราะบริเวณโดยรอบเกาะมีโขดหินโผล่พ้นเหนือน้ำอยู่หลายจุด มีปะการังและปลาทะเลมากมายหลากหลายสายพันธุ์อาศัยอยู่

นอกจากการดำน้ำแล้ว เกาะรังยังมีชื่อเสียงในเรื่องของรังนกนางแอ่น โดยเป็นเกาะแห่งเดียวในจังหวัดตราดที่มีสัมปทานเก็บรังนกนางแอ่นคุณภาพดี ส่วนผู้ที่ต้องการพักผ่อนที่เกาะแห่งนี้ก็มีพื้นที่ให้บริการกางเต็นท์ค้างคืน แต่ไม่มีโรงแรมที่พักเนื่องจากเป็นเกาะที่อยู่ในเขตอนุรักษ์ของอุทยานฯ

  1. หาดทรายดำ (Sai Dum/Black Sand Beach)

ทราบหรือไม่ว่าในโลกนี้มีหาดเพียง 5 แห่งเท่านั้นที่มีทรายเป็นสีดำ และที่ “หาดทรายดำ” ของอำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ก็เป็นหนึ่งใน 5 หาดนั้น! โดยหาดแห่งนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่าหาดหัวสน ซึ่งเป็นหาดในลักษณะป่าชายเลนที่มีทรายสีดำสนิทสมชื่อ และจะปรากฏให้เห็นในช่วงน้ำลงสุดเท่านั้น

โดยชาวท้องถิ่นเชื่อว่าทรายสีดำของหาดนี้สามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้เพียงแค่หมกตัวนอนอยู่ในทราย เท็จจริงอย่างไรยังไม่มีใครพิสูจน์ แต่ที่แน่ ๆ ความสวยงามแปลกตาของหาดนี้ได้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศให้มาชม ซึ่งปัจจุบันก็มีการจัดเส้นทางศึกษาธรรมชาติร่วมกับป่าชายเลนด้วย

  1. หาดมุกแก้วและหาดทรายแก้ว
    (Muk Kaew & Sai Kaew Beach)

ถ้าอยากเที่ยวทะเลจังหวัดตราดแบบไม่ข้ามเกาะ 2 หาดที่อยู่ติดกันนี้คือตัวเลือกที่เหมาะเจาะพอดี เพราะเป็นชายหาดใหญ่ของตราดที่มีรีสอร์ทน้อยใหญ่ให้บริการติดทะเล เดินทางสะดวกสบายใกล้อำเภอเมืองตราด และยังมีความเงียบสงบน่าพักผ่อนเป็นอย่างมาก

โดยความสวยงามของชายหาดทั้ง 2 แห่งนี้ก็มีทั้งน้ำทะเลสวย หาดทรายขาวสะอาดยาวต่อเนื่องจนสุดสายตา และยังมีทิวสนและทิวมะพร้าวสร้างความร่มรื่นริมชายฝั่งอีกด้วย เป็นอีกหนึ่งสถานที่พักผ่อนยอดนิยมสำหรับครอบครัว และยังมีความพิเศษตรงบริเวณหาดมุกแก้วที่ทำมุมเหมาะกับการชมพระอาทิตย์ตกอย่างพอดิบพอดี

  1. เกาะหมาก (Koh Mak Islandf)

เกาะใหญ่อันดับ 3 ของตราดซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเกาะช้างกับเกาะกูด บนเกาะแห่งนี้มีจุดเด่นตรงพื้นที่เกาะซึ่งเต็มไปด้วยต้นมะพร้าวสูงชะลูด ทั้งยังเป็นเกาะที่มีชายหาดน่าเล่นหลายแห่ง อาทิเช่นอ่าวตานิด อ่าวไผ่ อ่าวแดง และอ่าวพระ

  1. เกาะขาม (Koh Kham Island)

อีกหนึ่งเกาะที่มีธรรมชาติสวยงามและมีชื่อเสียงโด่งดัง มีหาดทรายขาวสะอาด น้ำทะเลใสจนมองเห็นปะการังพื้นทะเล จึงเหมาะกับการดำน้ำดูปลาทะเลและปะการังเป็นอย่างมาก และยังมีไฮไลท์เป็นสันทรายทอดลงทะเลที่ยาวถึง 300 เมตร

  1. น้ำตกสะพานหิน (Sapan Hin Waterfalls)

มาถึงที่เที่ยวที่ไม่ใช่ทะเลกันบ้าง เพราะที่เที่ยวของตราดยังมีไฮไลท์สวยๆ ในรูปแบบอื่น ๆ อีก อย่างน้ำตกสะพานหิน ซึ่งเป็นน้ำตกใหญ่อันมีชื่อเสียงของตราดด้วยมีน้ำตลอดทั้งปีจึงมาเที่ยวได้ตลอดปีเช่นกัน

มีความพิเศษอยู่ตรงชั้นล่างของน้ำตกที่น้ำจะไหลผ่านแผ่นหินเตี้ยๆ ในทางราบจนดูคล้ายกับสะพาน แต่นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของน้ำตกทั้งหมดที่มีความสูงรวมถึง 30 เมตร และสามารถเล่นน้ำได้ในบางจุด

น้ำตกนี้จึงเป็นที่เที่ยวพักผ่อนยอดฮิตของชาวเมืองตราด และโดยรอบยังมีร้านขายอาหารและเครื่องดื่มให้บริการอีกด้วย ส่วนฤดูฝนจะมีกระแสน้ำแรงและเชี่ยวกราด ซึ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเล่นน้ำเป็นพิเศษ

  1. บ้านน้ำเชี่ยว (Nam Chiew Village)

หากคุณกำลังมองหาโฮมสเตย์ดี ๆ เข้าถึงวิถีชาวบ้านได้อย่างกลมกลืนล่ะก็ บ้านน้ำเชี่ยวยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนด้วยชุมชนที่ผสมผสานระหว่างวิถีชีวิตและการท่องเที่ยวจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

นับตั้งแต่ก้าวแรกคุณก็สามารถชมวิถีชีวิตของชาวบ้านได้แทบจะทุกรูปแบบ ทั้งการต่อเรือ การหาปลา ชิมขนมเบื้องและตังเมกรอบ พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่ด้วยการลองทำเองแบบสด ๆ

และที่สร้างความตื่นตาให้กับการท่องเที่ยวที่บ้านน้ำเชี่ยวเป็นอย่างมากคือการเดินชมป่าชายเลนบนเส้นทางเดินป่าที่จัดทำขึ้นเป็นอย่างดี ให้คุณสัมผัสกับผื่นป่าอันอุดมสมบูรณ์ริมทะเลตราดได้อย่างใกล้ชิด

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ : https://www.skyscanner.co.th