เทหมดใจ หลงรัก “เลย” ..ใช้ชีวิตช้าๆ กับ 10 ที่เที่ยวเชียงคาน จ.เลย

ใช้ชีวิตช้าๆ กับ 10 ที่เที่ยวเชียงคาน จ.เลย

วันนี้เราจะพาออกไปเที่ยวท้าลมหนาวแรกของปีกันค่ะ คิดดูสิกรุงเทพยังเย็นขนาดนี้ แล้วภาคอีสานจะเย็นขนาดไหน ใช่แล้วเราจะพาไปเยือนถิ่นคลาสสิคที่เชียงคานกันค่ะ รวมไปถึงที่เที่ยวไฮไลท์ที่ควรไปเมื่อมาถึงจังหวัดเลยด้วย สำหรับเชียงคานนั้นเป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ที่ยังคงมีเสน่ห์ในเรื่องของวัฒนธรรม ขนบประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิม ซึ่งหาดูได้ยากในปัจจุบัน เอ้า อย่ารอช้า ตามเรามา แล้วคุณจะตกหลุมรัก “เลย”

  1. ภูทอก

ภูทอก จุดชมวิวทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่งดงามแห่งหนึ่งในภาคอีสาน พร้อมเสพทัศนียภาพแบบพาโนราม่ารอบเมืองเชียงคานและวิวสองฝั่งแม่น้ำโขง รวมถึงเป็นที่ตั้งของสถานีโทรคมนาคมของเมืองเชียงคานอีกด้วย นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวกันในช่วงปลายฝนถึงฤดูหนาว เพราะจะได้สัมผัสกับปุยหมอกหนาๆ ที่มาปะทะร่างกายเราตั้งแต่นั่งรถขึ้นภูจนถึงยอดภูเลยทีเดียว

*******************************************************

  1. ถนนคนเดินเชียงคาน

ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เวลา 17.00-21.00 ถนนชายโขงแห่งนี้ จะกลายเป็นถนนคนเดินที่คราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเดินทอดน่องชมบ้านไม้เก่าแก่ ท่ามกลางบรรยากาศคลาสสิค บางหลังเป็นร้านอาหาร บางหลังเป็นร้านกาแฟ บางหลังก็พัฒนาเป็นโรงแรม หรือเกสต์เฮาส์ บ้างก็เป็นร้านขายของที่ระลึก มีสินค้าและอาหารพื้นเมืองให้นักท่องเที่ยวชิมช้อปไม่มีเบื่อ กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งก็คือการขี่จักรยานเลาะริมฝั่งโขง ดูวิวทิวทัศน์สวยๆ สัมผัสอากาศสดชื่น และวิถีชีวิตผู้คนที่น่ารัก ส่วนในตอนเช้าจะมีพิธีตักบาตรข้าวเหนียว ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาช้านาน

ข้าวจี่ทอด อาหารพื้นบ้านของเชียงคาน

*******************************************************

  1. แก่งคุดคู้

แก่งคุดคู้ เปรียบได้กับสถานที่ตากอากาศของคนเชียงคาน รายล้อมด้วยวิวของลำน้ำโขงที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ทอดตัวยาวขนานไปสองฝั่งไทย-ลาว และในช่วงที่น้ำลดจะเห็นเกาะแก่งน้อยใหญ่ต่างๆ โดยมีภูเขาลูกยักษ์ที่ชื่อ “ภูควายเงิน” ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังอยู่ฝั่งตรงข้าม ที่นี่เขามีบริการให้เช่าเรือหางยาวด้วย นักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือชมทิวทัศน์สองฝั่งไทย-ลาว และวิถีชีวิตชาวบ้านที่ล่องเรือหาปลาในแม่น้ำโขง หรือเดินเล่นพักผ่อนชมความงามของแก่งหิน ก่อนกลับแวะซื้ออาหารอร่อยๆ จากพ่อค้าแม่ค้าที่มาตั้งซุ้มขายอยู่ริมฝั่งโขง ซึ่งมีของฝากขึ้นชื่อเป็นมะพร้าวแก้วหวานหอมแสนอร่อย

*******************************************************

  1. หมู่บ้านวัฒนธรรมไทดำ

ขอบคุณรุปภาพจาก: tourismthailand

ตั้งอยู่บริเวณบ้านนาป่าหนาด ห่างจากอำเภอเชียงคาน 17 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านของกลุ่มชาวไทดำกลุ่มหนึง ที่อพยพมาจากเมืองเชียงขวาง สปป. ลาว ที่นี่เราจะพบกับบ้านจำลองที่สร้างขึ้นตามรูปแบบของชาวไทดำในอดีต รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ในบ้านต่างๆ ที่ยังคงอนุรักษ์ไว้อย่างดี และชมการทำผ้าทอมือแบบโบราณ ซึ่งสามารถซื้อกลับไปเป็นของฝากได้ นอกจากนี้ยังมีบริการโฮมสเตย์ ไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสวิถีชีวิตชาวไทดำอย่างลึกซึ้งด้วย

ขอบคุณรูปภาพจาก: บ้านพิพิธภัณฑ์ไทดำ นาป่าหนาด

*******************************************************

  1. วัดพระพุทธบาทภูควายเงิน

ขอบคุณรุปภาพจาก: tourismthailand

มาเที่ยวเชียงคานแล้ว อย่าลืมแวะมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ วัดพระพุทธบาทภูควายเงิน ด้วยนะ ที่นี่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านผาแบ่น ตำบลบุฮม อยู่บนเขาสูงจากระดับน้ำทะเล 400 เมตร แต่ก่อนเชื่อกันว่าคนมีบุญเท่านั้นที่จะขึ้นมาถึงพระพุทธบาทภูควายเงินได้ เพราะเส้นทางมานั้นยากลำบาก แต่ปัจจุบันสะดวกสบายขึ้นเยอะแล้วค่ะ ไฮไลท์ของที่นี่คือ รอยพระพุทธบาทยาวประมาณ 120 ม. กว้าง 65 ซม. ประดิษฐานบนหินลับมีด และพระเจ้าใหญ่พุทธฉัพรรณรังสี พระปูนปั้นสีขาวองค์ใหญ่ประดับด้วยกระจกสะท้อนแสงแวววับ ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้านละแวกนั้นเป็นอย่างมาก

*******************************************************

  1. วัดศรีคุณเมือง

ขอบคุณรุปภาพจาก: tourismthailand

วัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองเชียงคานมายาวนาน โดดเด่นด้วยศิลปะแบบล้านนาและล้านช้าง ซึ่งจะเห็นได้จากโบสถ์ที่มีหลังคาลดหลั่นกันลงมาตามแบบศิลปะล้านนา รวมถึงพระพุทธรูปไม้จำหลัก ลงรักปิดทอง ปางประธานอภัย ที่สร้างตามแบบศิลปะล้านช้างหรือแบบลาว รวมไปถึงธรรมาสน์ไม้สักแกะสลักลายประดับกระจกสี, พระพุทธรูปยืนชนิดไม้ทาน้ำทอง และ ศิลาจารึกชนิดหิน ก็ล้วนเป็นโบราณวัตถุศิลปะล้านช้างด้วยเช่นกัน

ขอบคุณรุปภาพจาก: donmueangairportthai

*******************************************************

  1. ภูป่าเปาะ

ภูป่าเปาะ เป็นจุดชมวิวภูหอที่สวยงามสุดๆ ปลายยอดเป็นเขาหัวตัดเหมือนปล่องไฟ มองแล้วคล้ายกับ ภูเขาไฟฟูจิของประเทศญี่ปุ่น จึงถูกขนานนามว่า “ฟูจิเมืองเลย” มีจุดชมวิวทั้งหมด 4 จุด แต่ละจุดห่างกันประมาณ 200 เมตร ต้องนั่งรถอีแต๊กขึ้นไปชม ทางขึ้นเป็นทางลูกรัง บางช่วงชัน เป็นหลุมเป็นบ่อ และบอกเลยว่ายิ่งขึ้นไปสูงเท่าไหร่ อากาศยิ่งหนาวเย็น แนะนำพกเสื้อหนาวไปด้วยนะคะ ไฮไลท์อยู่ที่จุดชมวิวสุดท้าย ที่พอนั่งรถอีแต๊กมาถึง ต้องเดินบุกป่าฝ่าดงขึ้นไปอีกเกือบ 150 เมตร แต่คุ้มเหนื่อย ข้างบนสามารถมองเห็นวิวได้รอบ 360 องศา และมองเห็นฟูจิเมืองเลยได้ชัดเจนที่สุดอีกด้วย

********************************************************

  1. อุทยานแห่งชาติภูเรือ

กังหันสูงใหญ่ตั้งโดดเด่นอยู่ปากทางขึ้นภูเรือ โอบล้อมด้วยดอกคริสมาสต์สีแดงสะพรั่งในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนมกราคม สีสันสดสวยตัดกับแบ๊คกราวน์ต้นไม้และภูเขาลูกเขียว เย้ายวนให้นักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเก็บภาพก่อนและหลังขึ้นไปชมแสงแรงของวันด้านบนอุทยานแห่งชาติภูเรือ เหตุที่เรียกว่าภูเรือเนื่องจากเป็นภูเขาที่มีชะง่อนผายื่นออกมา รูปร่างคล้ายเรือสำเภาใหญ่ และมีที่ราบบนยอดเขาเหมือนท้องเรือนั่นเอง ยอดภูเรืออยู่บนภูเขาสูง ทำให้มีอากาศหนาวเย็นตลอดปี โดยเฉพาะฤดูหนาว อากาศเย็นจัดจนน้ำค้างบนยอดหญ้าแข็งตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง หรือที่เรียกกันว่า แม่คะนิ้ง ในภาษาพื้นเมือง วิวโดยรอบจะเห็นทะเลหมอกขาวโพลนคลอเคลียปกคลุมทิวเขาน้อยใหญ่ และเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้น ที่น่าประทับใจอีกแห่งหนึ่ง นอกจากนี้ในอุทยานยังมีที่เที่ยวอื่นๆ อีก เช่น ผาโหล่นน้อย น้ำตกห้วยเตย สวนหินพาลี หินพานขันหมาก เป็นต้น

ขอบคุณรูปภาพจาก: tourismthailand

********************************************************

  1. ภูกระดึง

แลนด์มาร์คยอดฮิตในจังหวัดเลยที่ใครต่างก็อยากมา เพื่อสัมผัสกับธรรมชาติที่งดงามบนยอดภูและเป็นหนึ่งในผู้พิชิตภูกระดึง ในช่วงหนาวๆ แบบนี้ ประมาณเดือนธ้นวาคม ไฮไลท์อย่างนึงคือการมาชมใบเมเปิ้ลสีเขียวที่ค่อยๆ ทยอยผลัดใบเป็นสีแดง ออกดอกเต็มต้น บ้างก็ร่วงลงสู่พื้นดิน ลำธาร หรือลานโขดหิน ปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ ให้ความรู้สึกโรแมนติกเหมือนอยู่ญี่ปุ่นเลยล่ะ อีกทั้งอากาศยังหนาวเย็น บางทีอุณหภูมิอาจลดต่ำจนถึง 0 องศาเซลเซียส อีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวห้ามพลาดคือขึ้นไปชมพระอาทิตย์ตกที่ ผาหล่มสัก พร้อมยืนโพสท่าเก๋ๆ บนชะง่อนหินที่ยื่นออกจากหน้าผา โดยมีต้นสนใหญ่ลู่ลมไปมาอยู่ด้านหลัง และอย่าลืมตื่นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ ผานกแอ่น จุดชมวิวยามเช้าเคล้าไปกับสายหมอกงดงามเป็นที่สุด

********************************************************

  1. สวนผาหินงาม

แนวผาหินปูนสูงใหญ่ เรียงรายทอดตัวเป็นแนวยาวหลายร้อยลูก กินอาณาเขตถึง 40,000 ไร่ ภายใน สวนผาหินงาม มีเส้นทางเดินสลับซับซ้อน บางช่วงดูลึกลับน่าตื่นเต้นคล้ายกับผจญภัยอยู่ในเขาวงกต บางช่วงต้องปีนป่ายเพิงหิน หรืออาจต้องมุดลอดโพรงถ้ำ นอกจากนี้ ตลอดเส้นทางยังมีโอกาสพบเห็นต้นไม้หายากและต้นไม้ยักษ์อย่างปรงเขาที่มีอายุหลายร้อยปี และด้วยความอัศจรรย์ที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ภูเขาหินปูนนี้ขึ้นมา ที่นี่จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า “คุนหมิงเมืองเลย”

เห็นรายการเที่ยวแน่นขนาดนี้ บวกกับอากาศเย็นๆ ที่ช่างยั่วยวนใจซะเหลือเกิน คงต้องเตรียมวางแพลนเที่ยวและลาพักร้อนยาวๆ แล้วล่ะ ใครจะไปก็เตรียมเสื้อหนาวหนาๆ ติดกระเป๋าไปด้วยนะ เดี๋ยวจะหมดสนุกเอาได้ หรือใครมีคนดีต่อใจก็พากันไปกอดกระชับไออุ่นให้คนโสดอิจฉาไปเลย

 

20 ที่เที่ยวหน้าหนาว ที่หนุ่มสาวเว้าวอนอยากไป

เมื่อเตือนตุลาฯ พ้นผ่าน เป็นสัญญาณเตือนแห่งลมหนาว ที่กำลังเคลื่อนตัวมา หลายพื้นที่ในประเทศไทยอากาศก็เริ่มหนาวกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน หรือแถบเทือกเขาสูงของผืนป่าตะวันตก ทัศนียภาพและธรรมชาติต่างเพียบพร้อมรอให้ทุกท่านไปชมความงามของพวกเขาแล้ว ชื่นชมเพียงอย่างเดียวนะครับ อย่าทำลาย ที่สำคัญต้องรักษากฎของสถานที่ด้วย ความสวยงามของธรรมชาติจะได้คงอยู่ให้เราดูไปอีกนาน …

แนะนำที่เที่ยวหน้าหนาว ที่หนุ่มสาวเว้าวอนอยากไป

travel.mthai.com ขอพาทุกท่านล่องลอยไปกับ 20 ที่เที่ยวหน้าหนาว เดินป่าขึ้นเขา ชมความงามของยอดดอย พร้อมนั่งคอยพระอาทิตย์ที่กำลังไปทำงานยามขึ้น และกลับจากทำงานในตอนเย็น เป็นทิวทัศน์ที่คนชอบถ่ายภาพจะต้องมีติดกล้องไว้ เพราะเมื่อภูเขา ทุ่งหญ้า สายหมอก และพระอาทิตย์ มาเจอกัน ความมหัศจรรย์จึงเกิดขึ้น

  1. ดอยแม่สลอง

ดอยแม่สลอง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ดินแดนแห่งไร่ชา แถมยังอบอวลไปด้วยวัฒนธรรมชาวจีน ไม่ว่าจะการแต่งกาย หรือ อาหารการกิน ซึ่งโดยเฉพาะอาหารนั้น จะเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาเป็นอย่างยิ่ง อย่างเช่น ขาหมูยูนาน ที่เสิร์ฟมาในจานใหญ่ และต้องกินเคียงคู่กับหมั่นโถเท่านั้น ถึงจะเรียกว่าต้นตำหรับ อีกสิ่งที่พลาดไม่ได้คือ การลิ้มลองชาพันธุ์แท้ ตลอดจนชมวิธีการชงชาแบบต้นตำหรับชาวจีนฮ่อ ซึ่งการเดินทางก็มาได้สะดวก หากมีโอกาสช่วงปลายปีนี้ ลองแวะไปสัมผัสบรรยากาศที่หนาวเย็น ชมวิวสวย ๆ พร้อมจิบชาอุ่น ๆ บนถนนพญาเสือโคร่งกันดู

  1. กิ่วแม่ปาน ดอยอินทนนท์

เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน มีระยะทางการเดิน 3 กิโลเมตร มีทั้งเดินในป่าและสันดอย ทางเดินจะวนเป็นวงกลม เสียค่าเข้าคิดเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 200 บาท ระหว่างการเดินจะมีพี่ไกด์ท้องถิ่นคอยนำทางพร้อมให้ข้อมูลตลอดทาง ทางเดินในกิ่วแม่ปานเดินง่าย มีทางลาดชันบ้างเล็กน้อย ถือว่าเหมาะกับมือใหม่ ตลอดเส้นทางคุณจะได้สัมผัสกับป่าดิบชื้นมีมอส และเฟิร์นขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ป่าดิบเขา เหล่าต้นไม้สูงใหญ่ แข่งกับความสูงชันของพื้นดิน แถมอากาศที่นี่ยังหนาวและบริสุทธิ์ เพราะมีแหล่งกำเนิดโอโซนรายล้อมเต็มไปหมด

  1. ดอยเสมอดาว

ดอยเสมอดาว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวกางเต็นท์พักแรมยอดฮิตอีกแห่งหนึ่งในอุทยานแห่งชาติศรีน่าน อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน เนื่องจากเป็นบริเวณจุดชมวิวอีกที่มีพื้นที่เป็นลานกว้างตามสันเขา เหมาะสำหรับการพักผ่อน นอนดูดาวยามอาทิตย์อัสดง และชมทะเลหมอกพร้อมตะวันโด่งในยามเช้า อากาศบนดอยเสมอดาว ในช่วงบ่ายค่อนข้างร้อน แต่ทันทีที่ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มปนเหลืองทอง อุณหภูมิรอบตัวก็กลับลดลงอย่างรวดเร็ว เหลืองเพียงสายลมเย็น ๆ พัดผ่านผิวกายให้กลุ่มนักเดินทางต้องเป่าปากกันเป็นแถว

  1. ลานหินปุ่ม ภูหินร่องกล้า

ลานหินปุ่ม อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก มีทั้งสถานที่ประวัติศาสตร์อย่างพิพิธภัณฑ์การสู้รบ โรงเรียนการเมืองการทหาร กังหันน้ำ สำนักอำนาจรัฐ โรงพยาบาลรัฐ ลานอเนกประสงค์ สุสาน ที่หลบภัยทางอากาศ หมู่บ้านมวลชน และมีสถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นอย่าง ลานหินปุ่ม และผาชูธง เป็นจุดดึงดูดที่สำคัญ โดยเฉพาะลานหินปุ่ม มีลักษณะเป็นลานหินซึ่งมีหินผุดขึ้นมาเป็นปุ่มเป็นปม ขนาดไล่เลี่ยกัน คาดว่าเกิดจากการสึกกร่อนตามธรรมชาติของหิน ในอดีตบริเวณนี้ใช้เป็นที่พักฟื้นคนไข้ของโรงพยาบาล เนื่องจากอยู่บนหน้าผา มีลมพัดเย็นสบาย

  1. ดอยเมี่ยง

ดอยเมี่ยง สวรรค์เมืองหมอกป้ายแดงแห่ง อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ที่ปักหมุดอยู่สูงประมาณ 1,600 เมตร ในพื้นที่ป่าดิบชื้นและภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้หลายชนิด เช่น ต้นสน ต้นพญาเสือโคร่ง ต้นมะค่า ความสุขคือการไปสัมผัสธรรมชาติ ณ จุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพทิวทัศน์ของเมืองปายได้อย่างสวยงาม แบบสุดสายตา 360 องศา ท่ามกลางมวลอากาศหนาวเย็นและมีลมพัดเย็นสบาย

  1. ภูกระดึง

ภูกระดึง แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของจังหวัดเลย แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสอากาศที่หนาวเย็นกว่า 100,000 คน ไฮไลท์สำคัญในหน้าหนาวคือการเดินเข้าป่าไปชมความงามของพืชพรรณนานาชนิด โดยเฉพาะใบเมเปิ้ลแดงสวยสด การเดินไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ชมพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก หรือถ้าจะให้ดี ต้องเดินไปชมให้ถึงสุดแผ่นดินด้านทิศตะวันตกอบ่าง “ผาหล่มสัก” แลนด์มาร์กสำคัญของภูกระดึง สถานที่ที่หลายคนขึ้นมาหลายรอบโดยไม่เบื่อ เพราะภูกระดึง สวยงามแตกต่างกันไปในทุกฤดู

  1. เขาพะเนินทุ่ง

“เขาพะเนินทุ่ง” อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ยอดเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ1,207 เมตร ในช่วงเช้าจะมองเห็นกลุ่มควันแห่งความหนาวสีขาวนวลปกคลุมทั่วหุบเขา เมื่อเริ่มจางลงบริเวณเบื้องล่างจะปรากฏภาพป่าดงดิบอันแสนชุกชุม มีเทือกเขาสลับซับซ้อนกว้างไกลสุดตาอยู่ด้านหลังโดยจุดชมทะเลหมอกจะมีอยู่ 2 แห่งคือ จุดชมวิวกิโลเมตรที่30 และ 36 สำหรับช่วงที่ทะเลหมอกถูกยอมรับว่างดงามรวมถึงมีอากาศเย็นสบายที่สุด คือตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เป็นต้นไป

  1. ดอยม่อนจอง

ดอยม่อนจอง ตั้งอยู่ในเขตลึกของป่าอมก๋อย จ.เชียงใหม่ ทิศตะวันออกจรดเขื่อนภูมิพล ทิศตะวันตกติดกับถนนสายอมก๋อย-บ้านแม่ตื่น ทิศเหนือจรดกับพื้นที่อำเภอดอยเต่า ทิศใต้จรดกับลำห้วยแม่ตื่นที่ไหลลงสู่เขื่อนภูมิพล สูงติดอันดับ 1 ใน 10 ของยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย จุดสูงสุดของ ดอยม่อนจอง เรียกว่า หัวสิงห์ เพราะมีลักษณะคล้ายหัวสิงโต ดอยม่อนจอง เป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก ที่สวยงามมากอีกแห่งหนึ่ง แถมยามค่ำคืนยังสามารถนอนคุดคู้นับดาวกันตัวสั่น เพราะอากาศบนนั้นหนาวเอาเรื่องเลยล่ะฮะ

  1. มอหินขาว

มอหินขาว ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูแลนคา บ้านวังคำแคน ตำบลท่าหินโงม อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ประกอบด้วยกลุ่มหินทรายสีขาววางเรียงราย จนถูกขนานนามอีกชื่อหนึ่งว่า “สโตนเฮนจ์เมืองไทย” เป็นสวนหินธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากการสะสมของตะกอนทรายและดินเหนียวแข็งตัวกลายเป็นหิน ลักษณะของหินกลุ่มต่าง ๆ เกิดจากเคลื่อนไหวของเปลือกโลกบีบอัดจนเกิดการคดโค้ง แตกหัก กัดเซาะทั้งแนวตั้งและแนวนอน สร้างสรรค์เป็นรูปต่าง ๆ ตามจินตนาการของผู้พบเห็น ตอนกลางคืนสามารถนอนดูดาวท่ามกลางอากาศอันหนาวเย็น

  1. ภูชี้ฟ้า

ภูชี้ฟ้า จ.เชียงราย เป็นจุดชมวิวทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,628 เมตร มีลักษณะเป็นยอดเขาที่แหลมชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า ยิ่งตอนที่พระอาทิตย์กำลังขึ้นมาตรงระหว่างปลายยอดเขา จะดูเหมือนเสือคาบแก้วมาก หากรอจนสายหมอกถูกความร้อนระเหยหมดแล้วยังคงมองเห็นสายน้ำโขงไหลคดเคี้ยว ท่ามกลางป่าไม้ของฝั่งลาวที่เขียวสุดสมบูรณ์ ส่วนของหน้าผาเป็นแนวยาวยื่นไปทางฝั่งประเทศลาว ในฤดูหนาวอากาศจะหนาวเย็นจับขั้วหัวใจ

  1. ห้วยคอกหมู สวนผึ้ง

จุดชมวิวห้วยคอกหมู สุดเขตแดนตะวันตก ตั้งอยู่ที่ ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี สูงจากระดับน้ำทะเล 800 เมตร เป็นพื้นที่ของฐานปฏิบัติการร้อย ตชด.137 ตั้งอยู่บนภูเขาสูง เป็นพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเมียนมาร์ มีแนวสันปันน้ำเบื้องล่างเป็นเขตแดน บนจุดชมวิวห้วยคอกหมู นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นภูมิประเทศอันสวยงามของเทือกเขาตะนาวศรี เมื่อมองข้ามไปในฝั่งพม่าจะเห็นต้นไม้ใหญ่และป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์ มีนกนานาชนิดมากมาย ในช่วงฤดูฝนถึงฤดูหนาว จะมีหมอกปกคลุมหนาแน่น ดุจดั่งทะเลหมอก และในวันท้องฟ้าโปร่ง ที่จุดชมวิวห้วยคอกหมูนี้ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและตก ที่งดงามอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทยไม่แพ้ภาคเหนือเลยทีเดียว

  1. เขาช้างเผือก

“เขาช้างเผือก” ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี มีความสูงประมาณ 1,249 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นเส้นทางเดินป่าที่สวยงาม น่าตื่นตาตื่นใจ เส้นทางเดินไปสู่ยอดเขาช้างเผือกเป็นป่าโปร่งสลับกับทุ่งหญ้า มีจุดไฮไลท์ของการเดินทางอยู่ที่ “สันคมมีด” สันเขาที่สวยงามและน่าหวาดเสียวไปพร้อมกัน เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขาจะสามารถมองเห็นวิวได้รอบทิศทาง 360 องศา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยกให้ที่แห่งนี้เป็น 1 ใน 10 Dream Destinations ที่นักท่องท่องเที่ยวควรไปเยือนมากที่สุดอีกด้วย

  1. ภูห้วยอีสัน

ภูห้วยอีสัน จุดชมวิวอันสวยงามแห่งอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย อันซีนกับทะเลหมอกสามฤดูที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกเช้าตรู่ มองเห็นแม่น้ำโขงและภูเขาสลับซับซ้อน เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งคือการได้ชมวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น สัมผัสวัฒนธรรมจากสองฟากฝั่งที่ดูกลมกลืนกันเสมือนเป็นหนี่งเดียวมาช้านาน

  1. ดอยหลวงเชียงดาว

ดอยหลวงเชียงดาว หรือดอยเชียงดาว มีความสูง 2,225 เมตร เป็นยอดเขาสูงอันดับ 3 ของประเทศไทย ตั้งอยู่ใน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ หากคุณขึ้นมาถึงยอดดอยหลวงเชียงดาว คุณจะพบกับอีก 2 ดอยอยู่เบื้องหน้า นั่นก็คือ ดอยสามพี่น้อง และดอยพีรามิด เป็นภาพที่งดงามจับตา ราวกับหลุดมาจากสรวงสวรรค์ ดอยเชียงดาวแห่งนี้ นอกจากจะเต็มไปด้วยผืนป่าและแมกไม้นานาพันธุ์แล้ว ยังมียอดเขาเล็กใหญ่โดยรอบปกคลุมด้วยหมอกจาง ๆ ช่างเป็นทิวทัศน์ชวนฝันอย่างแท้จริง พร้อมมีนกหลากหลายชนิดให้ได้ชื่นชม หรือถ้าโชคดีก็อาจได้เจอกับเจ้ากวางผา เจ้ากวางน้อยในป่าใหญ่ คนรักธรรมชาติไม่ควรพลาด คุณจะได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้อย่างใกล้ชิดแน่นอน

  1. ปางอุ๋ง

ปางอุ๋ง สถานที่ท่องเที่ยวมาแรง ยอดฮิต ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน จนได้รับขนานนาม ว่าเป็น “สวิตเซอร์แลนด์แห่งเมืองเหนือ” มีลักษณะพื้นที่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บนยอดเขาสูง ริมอ่างเก็บน้ำเป็นทิวสนที่ปลูกเรียงราย ปกคลุมร่มรื่นทั่วบริเวณ ถนนทางเข้ามีราชพฤกษ์ต้นใหญ่ ชูช่อดอกสีเหลืองโน้มลงมาต้อนรับผู้มาเยือนตลอดทาง สร้างความสุขให้เราได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่มาเยือน ไฮไลท์สำคัญคือการตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นตัดกับไอหมอกสวยงามจับตา

  1. โมโกจู อุทยานแห่งชาติแม่วงก์

ด้วยความสูง 1,964 เมตร จากระดับน้ำทะเล โมโกจู จึงเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดใน อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดกำแพงเพชร อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 27 กิโลเมตร ต้องเดินเท้าเข้าไป ใช้เวลาไป-กลับ 5 วัน ถือเป็นเส้นทางเดินป่าที่โหดหินที่สุดในประเทศไทย มีหมอกปกคลุมจัดบนยอดเขา โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว เย็นยะเยือก ควันออกปาก พ่นเล่นกันได้ทั้งวัน มองจากยอดเขาลงไปก็จะเห็นทะเลหมอกแห่งป่าตะวันตกอันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา และพลาดไม่ได้กับจุดที่นักผจญภัยต้องมาถ่ายเป็นที่ระลึกบนยอดโมโกจู นั่นก็คือ “หินเรือใบ”

  1. ภูลังกา

วนอุทยานภูลังกา คือ อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยว ที่มีชื่อเสียงของอำเภอเชียงคำ และอำเภอปง จังหวัดพะเยา สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 900-1,720 เมตร มีลักษณะเป็นภูเขาสูงชันอยู่ในเทือกเขาสันปันน้ำ วางตัวอยู่ในแนวตะวันออก-ตะวันตก คล้ายแอ่งกระทะ ช่วงเช้ามีโอกาสเห็นทะเลหมอกลอยอยู่ทั่วบริเวณ เป็นภาพงดงามเหนือคำบรรยาย โดยสถานที่ท่องเที่ยวบนภูลังกาที่ไม่ควรพลาด คือ “ภูเทวดา” เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในเทือกเขาสันปันน้ำ ไทย-ลาว เป็นจุดชมทะเลเมฆหมอก ดวงอาทิตย์ขึ้นลงและดอกไม้ป่าอันสวยงาม

  1. ทุ่งแสลงหลวง

ทุ่งแสลงหลวง มีพื้นที่ 789,000 ไร่ ตั้งอยู่ในท้องที่จังหวัดพิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ถือเป็นแหล่งผืนป่าสะวันนาแห่งเดียวของภาคเหนือที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ พร้อมด้วยความแตกต่างแห่งพืชพรรณที่พบเห็นไม่บ่อยนัก เหมาะอย่างมากในการมากางเต๊นท์นอนชมวิวธรรมชาติและอากาศอันหนาวเย็น นอกจากนี้ยังเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อน เป็นต้นน้ำลำธารหลายสายที่ไหลลงสู่แม่น้ำน่าน อีกด้วย

  1. ม่อนทูเล

ม่อนทูเล หรือ ดอยทูเล ยอดเขาที่สูงที่สุดในอำเภอท่าสองยาง จ.ตาก (1,350 เมตร) โดยชาวปกาเกอะญอ เรียกภูเขาแห่งนี้ว่า “ทูเลโค๊ะ” แปลว่า “ภูเขาสีทอง” เนื่องจากในช่วงเดือนพฤศจิกายน – มกราคม ทุ่งหญ้าอันเขียวขจีตามทิวเขา จะเปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม งดงามท่ามกลางทะเลหมอกและอากาศอันหนาวเย็น ยามค่ำคืนก้สามารถมองเห็นดวงดาวได้อย่างชัดเจน บอกเลยว่านักท่องเที่ยวขาผจญภัยและคนที่ชอบถ่ายภาพแลนด์สเคป ต้องมาที่นี่สักครั้ง รับรองว่าต้องถูกใจ และจะกลับมาทูเลอีกครั้งโดยไม่ลังเล

  1. ดอยฟ้าห่มปก

“อุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก” จ.เชียงใหม่ ภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อนของทิวเขาผีปันน้ำ มีความสูง 2,285 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีดอยสำคัญได้แก่ ดอยฟ้าห่มปก ดอยปู่หมื่น ดอยแหลม และดอยอ่างขาง สภาพป่าส่วนใหญ่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ เชิงเขาเป็นป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ริมลำธารเป็นป่าดิบแล้ง ส่วนบนยอดเขาสูงจะเป็นป่าสน เป็นต้นน้ำของแม่น้ำฝาง มีไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ตะเคียน มะไฟป่า ตะแบก สัก จำปีป่า ฯลฯ รวมทั้งพันธุ์ไม้ที่หายากของไทย เช่น เทียนหาง กุหลาบพันปี เป็นต้น โดยบนจุดชมวิวสามารถมองเห็นทะเลหมอกอันสวยงาม ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านทิวเขา

 

ขอบคุณรูปภาพจาก :

คุณ สุรเชษฐ์ เจียมตน
คุณ Little Potchara
คุณ Manus Tagsri
คุณ BaNky Yknab
คุณ Theerasak Saksritawee
คุณ Witita Leelasutanon

เรื่องและเรียบเรียงโดย : Travel MThai

 

ปักหมุดหนาวนี้ต้องไป 9 ที่พักนอนเต็นท์ ชิลล์สบายสไตล์ฮิปสเตอร์

9 ที่พักนอนเต็นท์
ชิลล์สบายสไตล์ฮิปสเตอร์

โรงแรมรีสอร์ทมันซ้ำซากจำเจน่าเบื่อไปแล้ว หนาวนี้มานอนเต็นท์พักชิลล์ๆ ดูวิว ชมดาว ยลหมอก กันดีกว่า พอตกเย็นก็ปาร์ตี้ปิ้งย่างอิ่มพุงกาง เคล้าไปกับบรรยากาศโรแมนติก เห็นไหมแค่ฟังก็อยากไปแล้วใช่ไหมล่ะ เราขอแนะนำ 9 ที่พักนอนเต็นท์ ชิลล์สบายสไตล์ฮิปสเตอร์

  1. Camp Out Korat
    จ.นครราชสีมา

Camp Out Korat (แคมป์ เอาว์ โคราช) ตั้งอยู่ใน จ.นครราชสีมา สไตล์รีสอร์ทรายล้อมไปด้วยธรรมชาติ พร้อมสนุกสนานไปกับบรรยากาศสไตล์ตั้งแคมป์ สังสรรค์กันในหมู่ครอบครัว รับร้องมาแล้วไม่ผิดหวัง เพราะนอกจากจะได้เปลี่ยนมานอนแนวฮิปสเตอร์แล้ว ยังมีกิจกรรมต่างๆ ให้ทำมากมาย ทั้งการพายเรือ ถีบเรือเป็ด หรือจะเป็นการทำบาร์บีคิวซึ่งที่พักจัดเตรียมให้

**********************************************************************

  1. บ้านธารกล่อม&The River Whisper
    จ.เชียงใหม่

บ้านธารกล่อม&The River Whisper  เป็นที่พักเล็กๆ กลางป่าใหญ่ อยู่ตีนดอยแม่ตะมาน จ.เชียงใหม่ แวดล้อมด้วยธรรมชาติขุนเขาต้นไม้เขียว บรรยากาศดีฟินเวอร์ มีลำธารสวยใสไหลเย็นตลอดปีชื่อว่า ห้วยแม่ตะมาน บ้านพักทุกหลังอยู่ชิดติดลำธาร สามารถลงไปเล่นน้ำแช่ตัวได้ หรือแค่นอนฟังเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ ก็อิ่มอกอิ่มใจแล้ว บรรยากาศตอนเช้าตื่นมาก็จะเจอหมอกไหลตามทิวเขา ที่สำคัญมีผลไม้ตามฤดูกาลให้เรากินแบบเต็มที่ด้วย

**********************************************************************

  1. บูติคแคมป์ปิ้ง ฟาร์มโชคชัย
    จ.นครราชสีมา

หลุดเข้าสู่ยุคคาวบอยตะวันตก ชวนนอนเต็นท์สไตล์บูติคใจกลางฟาร์มโชคชัย ท่ามกลางธรรมชาติบนผืนป่ากว่า 250 ไร่ บูติคแคมป์ปิ้ง ฟาร์มโชคชัย มีห้องพักมากถึง 50 หลัง ที่จะพอให้เราทุกคนได้สัมผัสและดื่มด่ำกับธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ เป็นป่าที่ปลูกขึ้นโดยผสมผสานพรรณไม้เศรษฐกิจนานาชนิด ซึ่งการเข้าพักในแต่ละฤดูกาล นักท่องเที่ยวจะได้พบเห็นบรรยากาศและสภาพป่าที่แตกต่างกันออกไป และให้อารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันด้วย

ช่วงกลางคืนอากาศค่อนข้างหนาวเย็น เหมาะกับกิจกรรมรอบกองไฟ นอกจากนั้นยังเป็นช่วงที่ท้องฟ้าเปิดทำให้มองเห็นดวงดาว ระยิบระยับเต็มท้องฟ้า

**********************************************************************

  1. Mida Resort Kanchanaburi
    จ.กาญจนบุรี

นอนเต็นท์ติดแอร์ชิลล์ๆ ฟังเสียงธารน้ำไหล ริมแม่น้ำแคว ที่ ไมด้า รีสอร์ท กาญจนบุรี วิวสวยท่ามกลางธรรมชาติ แวดล้อมด้วยลำธารและภูเขา ภายในเต็นท์กว้างขวาง สะดวกสบาย สามารถเลือกนอนได้หลายมุม กิจกรรมไฮไลท์ของที่นี่ก็คือ การลอยคอ ล่องแพไปตามลำน้ำ รับรองว่าสนุกและมันส์สุดๆ แถมยังให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เรียกว่าเป็นธรรมชาติบำบัดอย่างหนึ่งเลยล่ะ

**********************************************************************

  1. Casa De Montaña
    จ.นครราชสีมา

Casa De Montaña อีกหนึ่งที่พักในอำเภอปากช่อง เป็นรีสอร์ทขนาดเล็กสไตล์รถบ้าน ที่แรกและที่เดียวในเขาใหญ่ ที่จะเปิดประสบการณ์การพักผ่อนรูปแบบใหม่ จำลองบรรยากาศเสมือนเราเป็นนักเดินทางที่พร้อมจะไปทุกๆ แห่ง ภายในมีสิ่งอำดวยความสะดวกครบครัน แอร์ ทีวี ตู้เย็น โซฟา และเตียงนอนนุ่มๆ โดยบ้านพักสไตล์รถนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์ โอบล้อมด้วยขุนเขาและธรรมชาติ

**********************************************************************

  1. มาซิ แคมป์ รีสอร์ท จ.สระบุรี

ชื่อที่พักชวนไปเที่ยวมาก “มาซิ แคมป์ รีสอร์ท” ตั้งอยู่ในอำเภอมวกเหล็ก จ.สระบุรี เป็นเต็นท์ทรงกระโจม สไตล์ The Western Boutique Resort ที่ให้กลิ่นอายและความรู้สึกเหมือนอยู่ในยุคของคาวบอยตะวันตก สัมผัสกับบรรยากาศที่อบอุ่น โอบล้อมด้วยภูเขาและป่าไม้นานาพันธุ์ ธรรมชาติที่สดชื่นและทุ่งหญ้าที่เขียวขจี

นอกจากบรรยากาศคาวบอยเท่ๆ แล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมแอดเวนเจอร์สนุกๆ เป็นฐานผจญภัยให้ได้เล่นกันด้วย เช่น ไต่หน้าผา, สกีบก, บันไดสวรรค์, สะพานวงล้อ เป็นต้น

**********************************************************************

  1. หมอกฟ้าใส รีสอร์ท จ.ตาก

ขอบคุณรูปภาพจาก: หมอกฟ้าใส รีสอร์ท

หมอกฟ้าใส รีสอร์ท เต็นท์ริมน้ำสุดหรู ในอำเภอแม่สอด จ.ตาก มีพื้นที่อยู่ติดกับอุทยานแห่งชาติ ทำให้ได้เห็นวิวธรรมชาติแจ่มๆ พร้อมสัมผัสบรรยากาศริมสายน้ำแม่ละเมา กับการพักผ่อนในเต็นท์ระดับห้าดาวที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งทีวีจอแบน ตู้เย็น แอร์ และที่นอนอย่างดี รวมถึงมุมพักผ่อนสุดประทับใจ ในช่วงหน้าหนาวตื่นมาตอนเช้าก็จะได้เห็นหมอกฟุ้งกระจายไปทั่วทิวเขา ไล่ลงมาถึงภายในรีสอร์ทเลยทีเดียว

สำหรับใครชอบกิจกรรมแอดเวนเจอร์ ทางรีสอร์ทก็มีรถ ATV ให้เช่า หรือจะเลือกล่องแก่งท้าทายกระแสน้ำ ส่วนใครสายชิลล์ ที่นี่ก็มีจักรยานให้ขี่ชมทิวทิศน์ฟรีด้วยเช่นกัน

**********************************************************************

  1. ฮักกกโฮมเสตย์ จ.เชียงราย

ขอบคุณรูปภาพจาก: ฮักกกโฮมสเตย์

ขึ้นเหนือไปให้สุด แล้วหยุดพักที่ ฮักกกโฮมสเตย์ ที่พักสไตล์แค้มปิ้ง ริมแม่น้ำกก ท่ามกลางขุนเขา ตั้งอยู่ที่บ้านกระเหรี่ยงรวมมิตร อ.แม่ยาว จ.เชียงราย ด้านในเต็นท์มีผ้าเช็ดตัว ตะเกียงไฟ เตรียมไว้ให้ แถมมี Wifi ให้เล่นเน็ตเช็คอินลงรูปกันด้วย ส่วนห้องน้ำจะเป็นห้องน้ำรวมแยกชายหญิง พร้อมบริการอาหารเช้า-เย็นแบบปิ้งย่าง และสนุกกับกิจกรรมขี่ช้างล่องน้ำกก หรือแช่ออนเซ็นเย็นสบาย ซึ่งแค้มปิ้งน่ารักๆ แห่งนี้ มีเพียง 5 หลังเท่านั้น เปิดบริการเดือนตุลาคมถึงมีนาคมของทุกปี ส่วนเดือนอื่นๆ จะเปิดบริการแค่โซนบ้านพักเป็นหลังเท่านั้น

**********************************************************************

  1. อุ่นไอมางโฮมสเตย์ จ.น่าน

ขอบคุณรูปภาพจาก: อุ่นไอมาง

อุ่นไอมางโฮมสเตย์ ตั้งอยู่ติดริมธารต้นสายแม่น้ำว้า ใจกลางหมู่บ้านสะปัน อำเภอบ่อเกลือ จ.น่าน เป็นที่พักดีไซน์เรียบง่าย อยู่แนบชิดธรรมชาติ กลมกลืนกับวิถีท้องถิ่นของชาวบ้าน มีให้เลือกทั้งแบบบ้านพักจำนวน 4 หลัง และแบบกระโจม 5 หลัง เพื่อนๆ จะได้สัมผัสกับบรรยากาศอันเงียบสงบท่ามกลางหุบเขาที่มีอุณหภูมิเย็นสบายตลอดทั้งปี นอนฟังเสียงสายน้ำไหลจากเตียงนอน นั่งชมสายหมอกยามเช้า สูดอากาศสะอาดบริสุทธิ์ ที่สำคัญที่สุดได้วิวถ่ายรูปสวยๆ สมกับคอนเซ็ปต์ที่พักที่ว่า “อุ่นกาย อุ่นใจ อุ่นไอมาง” จริงๆ  มีจุดท่องเที่ยวใกล้ที่พักที่สามารถเดินหรือปั่นจักรยานไปได้ ได้แก่ น้ำตกสะปัน ชมวิถีชาวบ้านสะปัน อุดหนุนร้านค้าในหมู่บ้าน

อย่ารอช้า รีบเคลียร์คิวว่าง แล้วไปเที่ยวบัดเดี๋ยวนี้ แว่วมาว่าแต่ละที่นั้นคิวจองที่พักยาวไปถึงปีหน้าแล้วนะ ชอบสไตล์ไหนก็จิ้มเลือกเลยจ้า