เทคนิคการถ่ายรูปง่ายๆ เมื่อไปเที่ยวคนเดียว…

เทคนิคการถ่ายรูปง่ายๆ เมื่อไปเที่ยวคนเดียว

01

เดี๋ยวนี้เทรนด์การเที่ยวคนเดียวกำลังเป็นที่นิยม ซึ่งก็เป็นไปได้หลากหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นเพราะอยากใช้เวลาอยู่กับตัวเองอยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ เอาชนะความกลัว ไม่ต้องอดทนรอใคร ฯลฯแต่เชื่อว่าทุกคนที่เที่ยวคนเดียวต้องประสบปัญหาเหมือนกันอย่างหนึ่งคือไม่มีรูปตัวเอง!!! (ที่ไม่ใช่รูปเซลฟี่) ทีนี้เวลาที่เราไปเที่ยวคนเดียวแล้วอยากมีรูปตัวเองกับวิวสวยๆ จะทำอย่างไรดีล่ะ ครั้งนี้เราเลยมีข้อแนะนำในการถ่ายภาพตัวเองมาฝากกัน ชนิดที่ว่าเพื่อนๆต้องไม่เชื่อว่ามาเที่ยวคนเดียวแน่นอน!!!

02

สิ่งที่คุณควรมี

กล้องถ่ายรูปมีหลากหลายประเภท ถ้าให้เลือกแบบที่ ดีสุด คมสุด ชัดสุด ก็ต้องกล้องDSLR ให้ไฟล์คุณภาพดี โดยที่ไฟล์ภาพไม่แตก แต่ถ้าขี้เกียจแบกกล้อง MIRRORLESS ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะตัวเล็ก พกพาง่าย น้ำหนักเบาแล้วดีไซน์ของแต่ละยี่ห้อก็ยังแข่งขันกันดุเดือด จะวินเทจ โมเดิร์น คิกขุก็มีให้เลือกซื้อเลือกใช้กันตามใจชอบ ที่สำคัญเดี๋ยวนี้กล้องรุ่นใหม่ๆมี WI-FI ในตัวแทบทั้งนั้น เพียงดาวน์โหลแอปพลิเคชั่นก็สามารถสั่งการถ่ายภาพผ่านสมาร์ทโฟนได้ทันที แต่ถ้าจะสะดวกที่สุดแบบที่ไม่ต้องเปลืองสตางค์และน้ำหนักในกระเป๋า คุณภาพของกล้องสมาร์ทโฟนเดี๋ยวนี้ก็เพียงพอต่อการถ่ายรูปสวยๆ ขึ้นเฟซบุ๊กหรือไอจีแล้วล่ะ

03

ขาตั้งกล้อง ต้องขอชื่นชมนวัตกรรมขาตั้งกล้อง ที่ลดขนาดเหลือเท่าแก้วน้ำ ทำให้ไม่ต้องเสียพลังงานไปกับการแบก โดยขาตั้งกล้องที่ว่า เราเรียกมันว่าขาตั้งกล้องแบบปลาหมึก ข้อดีคือ สามารถดัดขาและปรับใช้ได้กับหลายสถานการณ์ ไม่ว่าจะขึ้นเขา ลงห้วย บุกทะเล เชื่อสิว่าตัวเดียวอยู่!

สมาร์ทโฟน สำหรับกล้องที่มีสัญญาณWI-FI ในตัวสมาร์ทโฟนจะช่วยให้การถ่ายรูปตัวเองของคุณง่ายขึ้นเยอะ เพียงดาวน์โหลดแอปที่เชื่อมต่อกับตัวกล้องมาไว้ในเครื่อง เพียงเท่านี้เราก็สามารถสั่งงานถ่ายภาพและแต่งภาพจากมือถือได้อย่างง่ายดาย

04

สิ่งที่คุณต้องทำ

ตั้งกล้องถ่ายรูป(แบบตั้งเวลาจากกล้อง) หากเรามีกล้องและขาตั้งกล้องอยู่แล้วก็ให้ตั้งเวลาจากกล้องได้เลยซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งไว้ที่ 10วินาที โดยเริ่มต้นจากการให้เราหามุมที่ต้องการ แล้วจัดการตั้งกล้องให้เรียบร้อย ดูว่าจะต้องไปยืนตรงไหนในเฟรมภาพ จากนั้นกดชัตเตอร์…แล้ววิ่ง!!! เพื่อที่จะมีเวลาในการโพสสักนิด หลังถ่ายเสร็จลองเช็ครูปดูว่าชอบไหม ตัวเราชัดรึเปล่า ถ้าไม่ชัดก็ปรับโฟกัสกันนิดหน่อย เรียกได้ว่าวิธีนี้คงช่วยเผาผลาญพลังงานได้ดีระดับหนึ่งเลยทีเดียว

ตั้งกล้องถ่ายรูป (แบบสั่งถ่ายจากมือถือ) คล้ายๆ กันกับแบบแรกแต่จะต่างกันตรงที่เราไม่ต้องวิ่ง เพียงแค่เราตั้งกล้อง ดูมุมที่ต้องการแล้วเดินเข้าไปอยู่ในเฟรมแบบสวยๆ แล้วจึงจัดการกดถ่ายภาพจากมือถือ แค่นี้ก็เรียบร้อย แต่โพสของเรา อย่าแสดงออกให้เห็นชัดว่าถือมือถืออยู่ ลองกอดอก เอามือล้วงกระเป๋า จะได้ดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญอย่าถอยห่างจากกล้องมากเกินไป ไม่อย่างนั้นสัญญาณ WI-FIจากกล้องจะส่งมาไม่ถึง ทำให้รูปที่เรากดถ่ายไม่ติดเลยสักรูป

05

ขอให้คนอื่นช่วยถ่าย เริ่มจากถ่ายรูปมุมที่อยากได้ตั้งค่ากล้องให้เรียบร้อย และเมื่อมีคนผ่านมา รอยยิ้มเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการรบกวนให้คนอื่นมาช่วยถ่ายรูปให้ หลังจากนั้นเปิดรูปมุมที่ถ่ายไว้ให้เขาดูแล้วบอกว่า “ขอมุมแบบนี้” หลังจากถ่ายเสร็จก็เช็ครูปถ้าชอบก็เรียบร้อยพร้อมกล่าวขอบคุณ แต่ถ้ายังไม่ชอบก็ขอให้ถ่ายใหม่อีกครั้ง แต่ต้องดูด้วยว่าเขาสะดวกที่จะถ่ายให้อีกไหม ถ้าไม่ก็รอคนต่อไปทีนี้การเลือกคนมาช่วยถ่าย ควรสังเกตด้วยว่าเขาดูน่าไว้วางใจหรือเปล่าถ้าไม่ใช่นักท่องเที่ยว ลองมองหาคนวัยเดียวกัน เพื่อที่จะคุยกันได้ง่ายขึ้นที่สำคัญอย่าลืมรอยยิ้มพร้อมกล่าวขอบคุณด้วยนะ

06

หลังจากนี้การไปเที่ยวคนเดียวก็คงเป็นเรื่องที่สนุกมากยิ่งขึ้นเพราะนอกจากที่เราได้รูปสวยๆ กลับมาแล้ว ยังอาจได้มิตรภาพใหม่ๆ กลับมาด้วย

เครดิตจาก นิตยสาร BAREFOOT ฉบับเดือนตุลาคม 2016

อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ www.mbookstore.com

เรียงเรียงโดย: Travel MThai

 

บ้านพักริมน้ำสุดวินเทจ Ibrik Resort By The River สวย&สงบ จนไม่อยากออกไปไหน

บ้านพักริมน้ำสุดวินเทจ Ibrik Resort By The River สวย&สงบ จนไม่อยากออกไปไหน

ถ้าพูดถึงย่านวังหลังและวัดระฆัง หลายคนคงคุ้นเคยกับภาพบรรยากาศที่มีผู้คนและนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเดินช้อปปิ้งหาของกินอร่อยๆกันอย่างคึกคัก แต่น้อยคนที่จะรู้ว่าย่านนี้ยังมีบ้านพักหลังเล็กๆแสนสงบซ่อนตัวอยู่ ซึ่งก็คือ Ibrik Resort By The River (ไอบริค รีสอร์ท บาย เดอะ ริเวอร์) ที่เราจะพาไปชมกันในวันนี้ค่ะ เรียกว่าถ้าใครไม่ได้ตั้งใจมาจริงๆ ก็อาจจะเดินผ่านทางเข้าไปโดยไม่ทันสังเกต

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-01

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-02

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-03

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-04

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-06

Ibrik Resort By The River (ไอบริค รีสอร์ท บาย เดอะ ริเวอร์) ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างท่าเรือวัดระฆังและท่าเรือวังหลัง และติดกับร้านอาหารสุภัทราริเวอร์เฮ้าส์ (Supatra River House) สำหรับคนที่ชื่นชอบสไตล์วินเทจอยู่แล้วรับรองว่าถูกใจ Ibrik แน่นอน ด้วยความที่มีลักษณะเป็นบ้านหลังเล็กๆตกแต่งสไตล์ย้อนยุค เน้นโทนสีขาวสบายตา ให้อารมณ์เหมือนบ้านริมน้ำสมัยก่อน ตอนกลางวันจะมีลมเย็นๆพัดจากแม่น้ำเข้ามาในบ้าน ช่วยให้อากาศปลอดโปร่งไม่จำเป็นต้องพึ่งแอร์เลยล่ะค่ะ และตรงทางเข้ายังมีสวนหย่อมเล็กๆที่คอยมอบความสดชื่นอีกด้วย

ล็อบบี้ (Lobby) จุดเช็คอิน-เช็คเอ้าท์

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-07

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-10

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-09

บรรยากาศด้านใน (ชั้นล่าง)

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-11

สิ่งอำนวยความสะดวกทั่วไปครบตามมาตรฐาน แต่ที่ลองแล้วโดนใจสุดๆคือ ฟรี Wi-Fi ขอบอกว่าลื่นไหลดีเยี่ยมไม่มีสะดุด ขนาดเล่นเกมในโน็ตบุ้คได้พริ้วๆไม่กระตุก อันนี้ต้องยกนิ้วให้เลย +++

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-12

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-15

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-17

ส่วนห้องพักก็พิเศษสุดๆ เพราะมีเพียง 3 ห้องเท่านั้น ได้แก่ ห้อง River, Moonlight และ Sunshine

– River ห้องพักแสนสบาย ขนาด 23 ตร.ม. / เตียง 2 Twin Beds มีอ่างอาบน้ำสไตล์เรโทร พร้อมระเบียงส่วนตัวริมน้ำ (River view) มองไปฝั่งตรงข้ามจะเห็นท่ามหาราชและพระบรมมหาราชวัง

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-18

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-19

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-20

– Moonlight ห้องพักน่ารักๆ ขนาด 25 ตร.ม./ 1 Double Bed มีระเบียงชมสวนเล็กๆ (Garden view) ไฮไลท์อยู่ตรงที่ห้องอาบน้ำเป็นแบบ open air พร้อมฝักบัว rain shower

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-25

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-27

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-29

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-30

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-35

– Sunshine ห้องพักแสนอบอุ่น ขนาด 20 ตร.ม./ 1 Double Bed หน้าต่างสามารถเปิดกว้างเชื่อมกับระเบียงริมน้ำด้านนอกรับแดดอ่อนๆในยามเช้า

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-36

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-37

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-39

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-40

ส่วนอาหารเช้า (Breakfast) ก็สามารถเลือกเมนูได้ตั้งแต่ตอนเข้ามาเช็คอินเลยค่ะ โดยพนักงานจะมีใบรายการอาหารมาให้เราติ๊กเมนู จะเลือกกี่อย่างก็ได้ไม่จำกัด  แล้วก็ให้ระบุเวลาเสิร์ฟอาหารเช้าที่เราต้องการ (ตั้งแต่ 7.30 น. – 10.30 น.) แนะนำว่าให้ออกมานั่งทานมื้อเช้าที่ระเบียง เพราะได้ชมวิวสวยๆไปด้วยอาหารก็ยิ่งอร่อย^^ แต่ถ้าใครขี้เกียจออกมาข้างนอก ก็บอกให้พนักงานยกอาหารเข้าไปเสิร์ฟในห้องพักได้ค่ะ

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-42

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-44

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-45

ส่วนที่เที่ยวรอบๆนั้น สามารถเดินจาก Ibrik Resort ไปยังวัดระฆังฯ, วัดอรุณฯ และวังหลังได้ หรือจะนั่งเรือเฟอรี่จากท่าวังหลัง/หรือท่าวัดระฆัง ข้ามฟากไปเดินเที่ยวฝั่งเกาะรัตนโกสินทร์ ก็ใกล้นิดเดียว

การเดินทาง: จากสนามหลวง ข้ามสะพานพระปิ่นเกล้า ลงมาเลี้ยวซ้ายเข้าถนนอรุณอัมรินทร์ ตรงมาเรื่อยๆจนผ่านแยกโรงพยาบาลศิริราชมาประมาณ 100 เมตร ให้เลี้ยวซ้ายเข้า “ซอยวัดระฆัง” (ปากซอยมี 7-11 และสะพานลอยคนข้าม) ตรงไปจนสุดท่าน้ำ แล้วเลี้ยวซ้ายไปประมาณ 30 เมตร สังเกตป้าย Ibrik Resort ที่อยู่ทางขวามือ (มีทางเดินเล็กๆเข้าบ้าน) ถัดไปเป็นร้านอาหารสุภัทราริเวอร์เฮ้าส์ (Supatra River House)

ที่จอดรถ: หากขับรถมาเองสามารถนำไปจอดได้ที่ >> ตึกจอดรถวัดระฆัง (ชั่วโมงแรกจอดฟรี ชั่วโมงต่อไปเสียค่าจอดชั่วโมงละ 20 บาท) แต่อยากแนะนำให้นั่งแท็กซี่หรือเรือข้ามฟากมา จะสะดวกและประหยัดกว่าค่ะ

ibrik-resort-by-the-river-bangkok-46

ที่อยู่: 256 ซ.วัดระฆัง(ซ.อรุณอัมรินทร์ 18) ถ.อรุณอัมรินทร์ บางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700

จองห้องพัก: 086-008-5589 / ibrikreservation@gmail.com / www.hotelsthailand.com

ข้อมูลเพิ่มเติม: เฟสบุ้ค Ibrik resort by the river และ www.ibrikresort.com

ขอบคุณรูปภาพจาก: เฟสบุ้ค Ibrik resort by the river และ Travel MThai

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เที่ยวแบบ Slow Life ที่หนองคายเมืองชายโขง

เที่ยวแบบ Slow Life ที่หนองคายเมืองชายโขง

01

เมื่อพูดถึงจังหวัดหนองคาย หลายคนรู้จักแค่ว่าเป็นเมืองทางผ่านไปเที่ยวประเทศลาว บางคนรู้จักแค่เรื่องราวของบั้งไฟพญานาค ใครจะรู้ว่าจังหวัดเล็กๆ ริมแม่น้ำโขงแห่งนี้จะมีประสบการณ์ใหม่ๆ ที่รอให้คุณได้สัมผัส แล้วคุณจะรู้ว่า… หนองคายไม่ใช่แค่เมืองทางผ่านอีกต่อไป แต่เหมาะกับการเก็บกระเป๋าแล้วไปใช้ชีวิต Slow Life… เดินทางปั่นจักรยานไปพบกับผู้คนที่พร้อมจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ดีๆ ร่วมกันมากกว่า มาดูกันว่าจะมีที่ไหนกันบ้าง

02

ตลาดท่าเสด็จ

03

หลายคนรู้จักในชื่อ ตลาดอินโดจีน บางคนเรียกเก๋ๆ ว่าตลาดท่าเรือ เพราะในอดีตเป็นท่าเรือซื้อขายสินค้าระหว่างไทยและลาว ขาช้อปต้องไม่พลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะปัจจุบันตลาดท่าเสด็จเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าจากกลุ่มประเทศอินโดจีน ทั้ง ไทย ลาว พม่าเวียดนาม และจีน พูดง่ายๆ ว่า มาที่เดียวเหมือนได้ช้อปพร้อมกัน 5 ประเทศ นอกจากนี้บริเวณอาคารตลาดท่าเรือ ได้จำลองบรรยากาศร้านค้าโบราณในยุคคุณพ่อคุณแม่ยังสาวๆ ลองย้อนเวลาวันวานดูสักครั้งก็ดีนะบรรยากาศที่หายากแบบนี้จะทำให้เราได้เห็นภาพว่า ยุครุ่นคุณพ่อคุณแม่นั้นมีความเป็นอยู่และใช้ชีวิตกันอย่างไร

วัดโพธิ์ชัย

04

หรือหลายคนเรียกว่า วัดหลวงพ่อพระใสหลวงพ่อพระใสถูกสร้างในอาณาจักรล้านช้าง หรือประเทศลาวในปัจจุบัน หลังจากที่ล้านช้างได้แพ้สงครามให้กับสยาม จึงได้อัญเชิญหลวงพ่อพระใสมาที่ฝั่งไทยเพื่อนำกลับไปยังกรุงเทพฯ แต่ระหว่างทางได้เกิดปาฏิหาริย์เกวียนที่อัญเชิญหลวงพ่อพระใสหักไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ จึงได้นำมาประดิษฐานที่วัดโพธิ์ชัยในปัจจุบันนอกจากนี้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีการแห่หลวงพ่อพระใสรอบเมืองเพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ำพระ ซึ่งถือว่าเป็นงานใหญ่ประจำภูมิภาคเลยทีเดียว

พระธาตุกลางน้ำ

05

เดิมนั้นชื่อพระธาตุหล้าหนอง ตามตำนานกล่าวว่าสร้างมาพร้อมกับพระธาตุพนมพระธาตุแห่งนี้สร้างเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุฝ่าพระบาทเก้าพระองค์เดิมตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง แต่เมื่อน้ำหลากกระแสน้ำจึงได้พัดพาองค์พระธาตุจมลงสู่กลางแม่น้ำโขงอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน ยามน้ำลดก็จะเห็นตัวพระธาตุได้มากหน่อย เพราะในช่วงหน้าแล้งส่วนฐานของพระธาตุจะโผล่พ้นน้ำขึ้นมาให้เราชมได้อย่างเต็มตา แต่ถ้าใครยังอยากสัมผัสพระธาตุใกล้ๆ ก็สามารถนั่งเรือหางยาวลัดเลาะลำ น้ำโขงออกไปชมรอบๆ พระธาตุก็ได้ และปัจจุบันก็ยังได้สร้างพระธาตุจำ ลองขึ้นมาใหม่ในตำแหน่งเดิมบนชายฝั่ง เพื่อให้ผู้คนได้มาสักการะบูชาด้วย

ชุมชนธาตุใต้

06

ชุมชนที่ใช้ชีวิตร่วมกันกับสายน้ำ ผู้คนในชุมชนแห่งนี้จะหาเลี้ยงชีพด้วยการประกอบอาชีพหาปลาเป็นหลักด้วยอุปกรณ์พื้นบ้านที่เรียกว่า “เบ็ดเผือก”แค่ฟังชื่อก็งงไปตามๆ กัน เบ็ดเผือกที่ว่านี้มีหลักการคล้ายๆ กับเบ็ดตกปลาทั่วไปแต่จะใช้สายสลิงยาว 20 เมตร แทนเอ็นตกปลา แถมเหยื่อที่ใช้ก็สุดแปลกเพราะใช้ขนมชั้น บางทีก็ใช้ลูกชิ้น ซึ่งก็เป็นเหยื่อชั้นดีที่ทำให้จับปลาได้จำนวนไม่น้อยสงสัยปลาแถวนี้คงติดขนมหวานกันซะแล้ว

สะพานมิตรภาพไทย – ลาว

นายเทิดทูน กัลยา

เป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างหนองคายและเมืองท่านาแล้ง แขวงเวียงจันทน์ในประเทศลาว เราสามารถเดินขึ้นสะพานเที่ยวชมบรรยากาศกลางแม่น้ำโขงอันเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างไทยและลาวได้อย่างใกล้ชิดได้ แต่เดินได้เพียงครึ่งทางของสะพานเท่านั้นนะ เพราะอีกครึ่งทางจะเป็นเขตของประเทศลาวไปแล้ว

ตลาดแคมของ

08

ตลาดแคมของเป็นภาษาอีสานแปลว่า ตลาดริมแม่น้ำโขง ที่นี่จะเปิดทุกๆ วันเสาร์ ณ ตลาดริมโขงนี้จะมีการจำ หน่ายสินค้าท้องถิ่น ของฝาก อาหารมากมาย เรียกได้ว่าขาช้อป ขากินกิน ห้ามพลาดเด็ดขาด

หากใครอยากหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองใหญ่แล้วคิดอยากจะออกมาใช้ชีวิต Slow Life ในแบบฉบับคนริมแม่น้ำโขงสักครั้ง ก็ให้เตรียมเก็บกระเป๋าแล้วลองมาเที่ยวที่หนองคายสักคืน มาสัมผัสวิถีชีวิตมาลองกินอาหาร มาชมที่เที่ยวสวยๆ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องเล่า ณ หนองคายเมืองชายโขงแห่งนี้ ที่พร้อมจะแบ่งปันความสุขให้แก่นักเดินทางทุกคนเสมอ

เครดิตจาก นิตยสาร Weekendฉบับเดือนสิงหาคม 2016

เรียบเรียงโดย: Travel MThai